ศาลาชมจันทร์

คู่บำเพ็ญของนางเซียนพันปี

ตอน 4🔥 ร้อนแรงตัวอย่าง

ศาลาชมจันทร์

พันปีที่นางไม่เคยให้ชายใดแตะต้อง คืนจันทร์เต็มดวงนี้นางเป็นคนถอดเสื้อผ้าเอง และแสงที่พุ่งจากศาลากลางน้ำก็บอกทั้งสำนักว่าคำสาบานแตกแล้ว

รูปแม่ในมือถือ
ภาพที่ 1/1

แสงแรกคลานเข้าปากถ้ำ เชือกแดงยังถูกกำอยู่ในมือเย็น

เขาไม่คิดว่านางหลับ ลมหายใจนางไม่เคยยาวถึงขั้นนั้น และตอนนี้ตานางจ้องเขาตรงๆ ในแสงสีเทา

"ตอบข้า"

เสียงไม่ดัง แต่ถ้ำเล็กพอให้คำนั้นชนหินกลับมา

"เหตุใดรากรักของข้า จึงอยู่ที่เจ้า"

ธีร์กลืนน้ำลาย หินใต้เข่ายังเย็นจากเมื่อคืน อกเปล่าชันลมเช้า เขาไม่ดึงเชือกออกจากมือนาง

"ผมไม่รู้ว่ามันชื่ออย่างนั้น" เสียงแหบ "รู้แค่ว่ามันห้อยคอผมมาตั้งแต่จำความได้ คุณถามทั้งคืน ผมก็มีคำตอบเท่านี้"

นางไม่ขยับนิ้ว

"งั้นข้าเล่าเท่าที่เจ้าควรรู้"

ธีร์เงียบ ให้ช่อง

"พันปีก่อน" นางเอ่ยช้า แต่ละคำเหมือนถูกตัด "ข้าตัดมันออกจากใจ เพื่อบำเพ็ญ แล้วโยนทิ้งสู่ความว่างระหว่างโลก"

เขากะพริบตา

ความว่างระหว่างโลก ฟังเหมือนบทที่ผู้กำกับยัดให้พระเอกพูดตอนฟ้าผ่า แล้วไม่มีใครในกองเข้าใจ

"โยนทิ้ง" เขาทวน "ไม่ใช่ให้ใครเก็บ"

"ไม่ให้ใคร"

"แล้วมันมาถึงผมได้ยังไง"

"ข้าไม่รู้ว่ามันไปถึงไหน"

ประโยคนั้นจบกริบ นางคลายนิ้ว แสงเงินม่วงที่ค้างบนหยกวูบดับ ปลายนิ้วขยับได้อุ่นกว่าเมื่อคืน นางกำมือแล้วคลาย ราวกับยังไม่เชื่อร่างตัวเอง

ธีร์มองหน้านาง

มีช่องหนึ่งที่ปากเขาอยากแทรก ทั้งที่รู้ว่าจะโดนปิด

"ตัดเพราะใคร"

เย่วฉานเหลือบขึ้นทันที

ความเย็นในตาไม่ใช่พิษ เป็นบานประตูที่ถูกลั่นกลอนจากข้างใน

"ไม่"

"แค่ชื่อ ไม่ต้องเล่าทั้งเรื่อง"

"ไม่" นางซ้ำ ต่ำลง "เรื่องนั้นไม่ใช่ของเช้านี้ และไม่ใช่ของเจ้า อย่าถามอีก"

เขายกมือสองข้าง ยอมง่ายผิดนิสัยตัวเอง

"ได้"

ลมปากถ้ำพัดเถ้าเก่าให้ฟุ้งนิดหนึ่ง แล้วตาย

"งั้นฟังฝั่งผม" เขาว่า "แม่ผมบอกเสมอ ทุกปีที่ได้ฟัง ว่าตาเก็บหยกนี้ได้จากแม่น้ำเจ้าพระยา"

นางขมวดคิ้ว

"เจ้าพระยา"

"แม่น้ำใหญ่บ้านผม" ธีร์ยักไหล่ ไหล่รับเย็น "ไม่มีร้าน ไม่มีคนขาย มันลอยมากับน้ำขุ่น ตาดำลงไปคว้า เพราะเห็นมันวับตอนพระอาทิตย์ตก ตาบอกว่าของแบบนี้ไม่ควรจม แม่จำคำนั้นมาเล่าให้ผม จนผมจำทั้งที่ไม่ได้เห็นวันที่ตาเก็บ"

เย่วฉานนิ่งนาน

แสงเช้ากินความมืดถึงหัวเข่าทั้งคู่ กลิ่นควันจางลง เหลือกลิ่นผ้าไหมชื้น

"ความว่าง..." นางกระซิบ "อาจคายของออกเป็นสายน้ำ"

"คุณเดา"

"ข้าเดา" นางสบตาเขา ไม่หลบ "ถ้ารู้อยู่แล้วว่ามันไปถึงโลกของเจ้า ข้าคงไม่ถามเหตุใดมันอยู่ที่คอเจ้า"

คำนั้นทำให้ปากดีของเขาเงียบไปจริงๆ

เขาเคยคิดว่าจี้เป็นของบ้าน ของแม่ ของเรื่องเล่าตอนเด็ก ที่ไหนได้มันเคยอยู่ในใจหญิงตรงหน้า แล้วถูกตัดทิ้งก่อนเขาเกิดนานจนนับไม่ถูก

"งั้นเราคนละครึ่ง" เขาพูดเบา "คุณตัดมันทิ้ง ตาผมเก็บมันขึ้นมา ทั้งคู่ไม่รู้ทางที่มันเดิน"

เย่วฉานไม่เถียง

นางหันไปทางปากถ้ำ แสงกินหินจนหมดแล้ว ไม่มีเงาหมาป่า ไม่มีฝีเท้าศิษย์ มีแต่ลมที่เบาลง

"ลงเขา" นางสั่ง "ทางอับลม ไม่ใช่ทางที่ขึ้นมา"

ธีร์พยัก

เขาสวมผ้าสีเทาที่ยังชื้นทับเนื้อ เก็บไฟแช็กใส่กระเป๋าให้แน่น แล้วเดินตามนางออกจากถ้ำตอนแสงแรกเต็มปากทาง


ทางอับลมแคบ หินชื้น ลมไม่กัดหน้า

ชายผ้าขาวของนางปัดหยดน้ำบนผนังหิน ธีร์เดินห่างพอให้ไม่เหยียบชายผ้า และใกล้พอให้ได้ยินถ้าลมหายใจนางสะดุด

ไม่มีตาผลึก ไม่มีศิษย์ ไม่มีใครตะโกนหาจ้าวสำนัก

กว่าจะถึงเชิงเขา หลังคาตำหนักจันทร์ขาวรับแดดอ่อน หมอกที่ข้อเท้าบางลงจนเห็นทางเดิน

นางหันมาครั้งเดียว ปิ่นเงินวับแล้วนิ่ง

"เรื่องถ้ำ" นางว่า "เรื่องหยก ห้ามเล่า แม้แต่หลันจู แม้แต่ตอนนางยิ้มถาม"

"จำได้"

"ดี"

นางเดินหายเข้าประตูตำหนัก ก้าวสั้น หลังตรง ผ้าเปียกติดน่อง

ธีร์ยืนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกลับห้องข้างตำหนัก คนเดียว ตามคำกักที่ยังไม่หมด


โทษกักที่เหลือ เขาใช้กับเสาไม้

ไม่เท้าสะพานหลังตำหนัก ไม่ให้เสวียนอิงมีข้อหาใหม่ ห้องมีกลอนด้านใน เตียงต่ำ ผ้าปูขาวเงิน โคมกระดาษดวงเดียว หน้าต่างเขาปิดไว้เกือบมิด กันสายตา

สองคืนนั้นนางมาเองยามดึก อยู่แค่พอให้ความเย็นถอยจากปลายนิ้ว แล้วจากไปก่อนมีเสียงฝีเท้าในทางเดิน เขาไม่ถามเรื่องรากรักอีก ทั้งที่คำถามยังค้างอยู่ใต้ลิ้น

พอโทษครบ เขากลับไปหาตัวนางตอนวังหลับ ตามนัดเดิม ศิษย์ไม่เห็น เขาไม่เล่า

ทุกเช้าเขาขีดเสา

โลกนี้ไม่มีปฏิทินที่เขาอ่านออก มีแต่แสงที่เปลี่ยน และนัดที่ขาดคืนเดียวไม่ได้

เส้นสั้นเรียงข้างเตียง หนึ่งเส้นต่อหนึ่งวันที่แม่ยังไม่รู้ว่าเขาหาย และนางยังไม่แข็ง

วันที่สิบห้า เขานั่งกับพื้น ขีดเส้นที่สิบห้าช้ากว่าทุกเส้น

มีดทื่อครูดเนื้อไม้ดังเอี๊ยด รอยใหม่ขาวตัดกับสิบสี่เส้นที่เริ่มคล้ำ ไส้เทียนในโคมกระดาษสั่น แสงส้มกระพริบใส่หลังมือเขา

ธีร์มองรอยขีด แล้วหัวเราะในคอ

"สิบห้า" เขากระซิบกับไม้ "ถ้าเป็นกองถ่าย วันนี้ได้วันหยุด"

ไม่มีใครตอบ

มือถืออยู่ในหีบไม้เล็กใต้เตียง ของชิ้นเดียวที่ยังเป็นกรุงเทพฯ เขาหยิบขึ้นมา ชั่งน้ำหนักในฝ่ามือนานกว่าที่ควร นั่งพิงเสา

เปิดที ไฟลดที

เขารู้ แล้วยังเปิด

หน้าจอสว่างขึ้นในห้องไม้ ตัวเลขมุมจอชัด

30

แบตเหลือสามสิบเปอร์เซ็นต์

เขามองเลขนั้นจนกะพริบตา แดงจางๆ แบบของที่กำลังจะทิ้งเขาไปอีกชิ้น

นิ้วไปแตะรูปแม่เอง

ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรเปิดนาน

บนจอ เขาใส่เสื้อยืดดำ ยืนข้างหญิงวัยกลางคนที่ตลาดนนทบุรี แม่ยิ้มตาหยี ถุงผ้าลายดอกห้อยข้อมือ แดดเมืองร้อนติดที่รอยยิ้ม นางไม่รู้ว่าอีกฝั่งของกระจกนี้ไม่มีสัญญาณ

คอธีร์ตีบ

"อยู่นะ" เขากระซิบ "ยังโทรไม่ได้ อย่าด่าที่หาย"

เขาจะกดดับทันที นิ้วโป้งอยู่เหนือปุ่ม

ประตูเลื่อนดังนิดเดียว

ไม่มีสามเคาะสั้น ไม่มีหนึ่งเคาะยาว

ไม่ใช่หลันจู

เย่วฉานยืนที่ขอบแสงเทียน ชุดไหมขาวลายลาเวนเดอร์พับชายเรียบ สายตาไม่ได้อยู่ที่หน้าเขา

สายตาจับที่กระจกแบนเรืองในมือเขา

"คุณเย่วฉาน" ธีร์พูดเร็ว เกือบปิดจอ "ผมแค่ดูแป๊บเดียว เดี๋ยวปิด ประหยัดแบต"

กำลังอ่านตัวอย่าง

ตอนนี้ยังปลดล็อกไม่เต็ม สามารถใช้ credits เพื่ออ่านตอนเต็มแบบไม่มีการตัดได้

ปลดล็อกตอนนี้

ใช้ credits เพื่ออ่านตอนเต็มแบบต่อเนื่อง ไม่มีการตัด

12 เครดิต

แชทกับตัวละคร

คุยตัวต่อตัวกับคนในนิยาย แล้วลองล้วงความลับที่เรื่องยังไม่ได้บอก