หยกรากรัก
นางเซียนผู้ไม่เคยพ่ายศัตรูพันปี พ่ายให้ลิ้นของผู้ชายต่างโลกในคืนที่พิษเย็นถึงขีดสุด แต่สิ่งที่ทำให้นางสั่นจริงๆ คือหยกที่คอเขา


น้ำเย็นยังอุดหูอยู่ แต่เสียงนั้นไม่ยอมจม
"ศิษย์รับใช้ลงไปทำอะไรในสระต้องห้าม"
ธีร์กำท่อนหินไว้แน่นอีกครึ่งลมหายใจ ขอบตัดแสบฝ่ามือ แล้วเขาก็ปล่อย
ก้อนที่ถูกตัดเรียบกริบจมกลับลงทราย ฟองพุขึ้นบังรอย เขาไม่ให้คนบนขอบสระเห็นคมนั้น
เขากระทืบขึ้น อกแทบระเบิด
ศีรษะพ้นน้ำพร้อมไอ
เสวียนอิงยืนที่ขอบหิน ชุดขาวทับคลุมแดงเข้ม ลายบัวทองไหวตามลมยามค่ำ พู่ทองที่เม็ดมงกุฎไม่ขยับ ดาบทองคาดเอวสะท้อนโคมดวงแรก
ตาฟีนิกซ์เหลือบลง หางตามีเส้นสีแดงคม
"ขึ้นมา"
"ได้ครับ" ธีร์ไออีกที น้ำรสโลหะขมคอ "ไม่ได้ตั้งใจดำนานขนาดนี้"
"ตั้งใจหรือไม่ ไม่ใช่คำถามของข้า"
เขาวางมือบนขอบ ดึงตัวขึ้น ไหล่สั่น ผ้าชั้นในสีเข้มติดผิว ลมกัดทันที
ชุดเทายืมยังกองอยู่ใต้พุ่มเตี้ย เขาเหลือบไปทางนั้น
นางเหลือบตาม
"ถอดผ้าก่อนลงน้ำ" เสียงเรียบ "คนพลัดตกไม่ทันถอด"
ธีร์เดินไปหยิบชุด นิ้วเย็นจนผ้าไม่ยอมเข้าไหล่ง่าย
"ผมทำของหล่น" เขาว่า "ไฟเล็กๆ ในกระเป๋า จุดแล้วมีเปลวเอง คิดว่าถ้าไม่รีบเก็บ มันจะหาย"
"ของท่านจ้าวสำนักหรือ"
เขานึกถึงคำสั่งเมื่อวันก่อน ถ้ามีคนถามเรื่องจี้ ให้ตอบว่าเป็นของท่าน
แต่นางไม่ได้ถามจี้
"ของผม" ธีร์สอดมือเข้ากระเป๋าที่ยังแห้ง ไฟแช็กใบเล็กยังอยู่ "นี่ไง เก็บได้แล้ว"
เสวียนอิงมองของแปลกนั้น แล้วยิ้มน้อย
"แห้งสนิท"
"..."
"เจ้าดำลงสระต้องห้าม เพื่อของที่ยังอยู่ในกระเป๋า"
"มันสำคัญกับผม"
"สำคัญพอให้ข้าจดชื่อเจ้าไว้ทั้งคืน" นางก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว เสียงไม่สูงขึ้น "ศิษย์ที่แอบลงสระจันทร์ โทษแรกคือกักบริเวณ สามวัน ไม่ให้เดินสะพานหลังตำหนัก จนกว่าท่านจ้าวสำนักจะตัดสิน"
ธีร์สบตา นางไม่กระพริบ
"ถ้าท่านไม่เชื่อว่าเจ้าเป็นศิษย์รับใช้" นางพูดต่อ "โทษจะไม่หยุดที่สามวัน"
"คุณจะไปทูลท่านเหรอ"
"ข้าเป็นรองจ้าวสำนัก ไม่ใช่คนที่ข้ามคำสั่งแล้วขอโทษด้วยรอยยิ้ม"
ผ้าคลุมแดงกวาดหินขอบสระ
"คืนนี้ข้าจะทูลเอง เจ้ากลับห้อง อย่าให้ข้าเจอเจ้าที่น้ำอีก"
พู่ทองหายไปในหมอก
ธีร์ยืนเสื้อยังไม่เข้าเต็มตัว น้ำหยดจากผมสั้น จี้หยกเย็นชนผิว
เขารอดขึ้นจากน้ำแล้ว
แต่ไม่ได้รอดฟรี
ห้องข้างตำหนักจันทร์ขาวเงียบกว่าทุกคืน กลอนด้านในลงดัง
วันที่เจ็ดกำลังจะหมด และเขายังไม่ได้เจอนาง
สามเคาะสั้น ไม่มา
หนึ่งเคาะยาว ก็ไม่มา
จนดึก ประตูเปิดเองโดยไม่มีเคาะ
เย่วฉานยืนในกรอบแสงโคม ชุดไหมขาวเงิน ผมยาวถึงเอว ปิ่นเงินรูปจันทร์เสี้ยวปักไว้ครึ่งศอก รอยดอกบัวสีม่วงอ่อนระหว่างคิ้วดูจาง
ปลายนิ้วมีน้ำแข็งบางๆ
"เสวียนอิงทูลว่าเจ้าลงสระต้องห้าม"
"จริง" ธีร์ไม่แก้ตัวยาว "ผมลงไปเอง"
นางปิดประตู เสียงเบาจนเขาได้ยินลมหายใจตัวเอง
"เหตุใด"
"ผมลงไปหาทางกลับ" เขาว่า "คิดว่ารอยแยกที่พาผมมา ยังอยู่ก้นสระ"
"ไม่มี"
"ไม่มีจริง" เขายกฝ่ามือที่ยังแสบ "มีแต่วงหิน"
นางไม่นั่ง ยืนกลางห้อง มือซ่อนในแขนเสื้อโปร่ง
ธีร์เล่าต่อ ไม่เติมมุก
"แปดก้อน เรียงเป็นกลีบบัว เหลือดีหก อีกสองถูกตัด เรียบกริบ ไม่ใช่รอยฟ้า ไม่ใช่รอยคนตกน้ำ เส้นสลักขาดกลางเส้น เหมือนมีคนวางคมแล้วกดผ่านทั้งก้อนครั้งเดียว"
ลมโคมไหว
"ผมกำท่อนนั้นไว้ใต้น้ำ จนได้ยินเสียงคุณเสวียนอิง ผมปล่อยมันกลับลงทราย ไม่ให้หล่อนเห็น"
เขาได้ยินคำตัวเองแล้วแก้
"ไม่ให้คุณเสวียนอิงเห็น"
เย่วฉานนิ่งนานจนน้ำแข็งที่ปลายนิ้วหนาขึ้นเป็นประกาย ธีร์เกือบเอ่ยชื่อ แล้วยั้ง
"ท่าน..."
"เงียบ"
คำนั้นไม่ดัง แต่ตัด
นางเดินไปที่หน้าต่าง หลังให้เขา แสงบัวเงินม่วงไล้ขอบผ้า
"ห้ามบอกใคร"
"แม้แต่หลันจูเหรอ หล่อนเป็นห่วงคุณ"
"แม้แต่หลันจู" เย่วฉานหันมาครึ่งหนึ่ง ตาเย็น แต่เสียงไม่เย็นเท่าทุกครั้ง "คำเดียวที่หลุดจากห้องนี้ อาจถึงหูคนที่ข้ายังเรียกว่าศิษย์ไม่ได้"
ธีร์กลืนน้ำลาย
"คุณคิดว่ามีคนในสำนักทำ"
นางหุบปากอีกพัก ราวกับคำถัดไปมีราคา
"คำนี้ข้าไม่เคยพูดกับศิษย์คนใด"
น้ำแข็งบนนิ้วไม่ยอมละลาย
"ในสำนักนี้อาจมีคนอยากให้ข้าตายในทัณฑ์สวรรค์"
ประโยคนั้นตกในห้อง จนได้ยินผ้าไหมเสียดกันตอนนางกำแขนเสื้อ
ธีร์ไม่ได้แซว
"แล้วเจ็ดวันล่ะ" เขาถามเบา "คืนนี้วันสุดท้าย"
"ผิวต่อผิวประทังได้ ไม่ได้ดับ" นางมองมือตัวเอง "รุ่งขึ้น ข้าต้องขึ้นเขาหลังสำนัก เก็บสมุนไพรระงับพิษ เจ้าไปด้วย"
"ไปในฐานะคนที่โดนกักสามวันเหรอ"
"คำกักของเสวียนอิง ข้ายกเลิกเฉพาะทางนี้" นางพูดเรียบ "เจ้าไปในฐานะความร้อนที่ข้ายังต้องการ"
นางเดินออกก่อนเขาจะตอบ ประตูไม่ได้ถูกสั่งให้ลงกลอน
เช้าวันที่แปด หมอกบนเขาหลังสำนักหนาจนบันไดหินหายเป็นช่วงๆ
เย่วฉานเดินนำ ชุดขาวลายลาเวนเดอร์พลิ้ว ไม่มีศิษย์ตาม ธีร์เห็นคมเงินซ่อนในแขนเสื้อตอนผ้าปลิว กระบี่ยังไม่ชัก
เขาใส่ชุดเทายืม ไหล่ยังชื้น ไฟแช็กอยู่ในกระเป๋า เขาไม่จุด
"สมุนไพรอยู่บนหน้าผา" นางว่า "รอยแยกหิน สูงกว่าศาลาสามช่วง ใบเรืองตอนหมอกจัด"
"คุณลอยขึ้นไปเก็บเองไม่ได้เหรอ"
"ข้าลอยได้" นางเหลือบมา "แต่ปราณที่ใช้เก็บทั้งกำ วันนี้ข้าไม่จ่าย"
"งั้นผมปีน"
นางหยุด
"หน้าผานี้ไม่มีเชือก"
"อาชีพผม ไม่ได้มีเชือกตลอดอยู่แล้ว"
เขาถอดรองเท้าผ้า วางที่โคนผา นิ้วหาขอบที่ตาคนธรรมดาอาจมองข้าม เท้ากดรอยร้าว ตัวแนบหิน ครึ่งทางเขาเงยยิ้มลงมา มือเปล่ายังเกาะผา
"คุณลอยเฉยๆ นะ เดี๋ยวผมถึงก่อน"
เย่วฉานลอยคู่หน้าผา ผ้าลาเวนเดอร์นิ่งผิดกับลม คิ้วข้างหนึ่งยก
เหนือศีรษะเขา ใบเล็กเรืองขาวจางๆ ในรอยแตก ราวกับเศษจันทร์ติดหิน
"เจ้าปีนเหมือนคนที่เคยตายแล้วไม่ยอมจำ"
"ใกล้เคียง"
เขายื่นมืออีกช่วง ข้อเท้าจำมุมได้เอง แบบคนที่เคยเกาะที่สูงปลอมมากกว่าร้องเพลง
นางลอยเข้ามาใกล้ ตาไม่หลบเขาอีกต่อไป
"สำนักใดสอนแบบนี้"
"ไม่มีสำนัก" ธีร์หัวเราะหอบ "มีแต่กองถ่าย ที่กรุงเทพฯ เมืองผม"
เขาสะกิดใบหญ้าให้หลุดลงผ้าที่นางผึ่งรอ แล้วพูดต่อโดยไม่หัน
"อาชีพผมคือแกล้งตกตึก ให้คนดู"
เย่วฉานกระพริบตา
"ตก... เพื่อให้คนดู"
"ใช่ ตกให้สวย ตกให้ทันจังหวะ แล้วลุกขึ้นไปถ่ายใหม่ บางทีวันหนึ่งสามรอบ"
นางหัวเราะ
เสียงนั้นสั้น สะดุด ราวกับลำคอที่ไม่เคยใช้ทำแบบนี้มาพันปี พอออกมาแล้วหยุดไม่ได้ครึ่งหนึ่ง
ธีร์หัวเราะตามบนหน้าผา มือยังเกาะหิน ผมสั้นปลิวเข้าตา
"คุณหัวเราะได้ด้วย"
"ข้าไม่ได้ตั้งใจ"
"ไม่เป็นไร" เขายิ้มกว้าง จนรอยเล็กที่คางขยับ "ครั้งแรกของผมก็งงเหมือนกัน ว่าคนดูจ่ายเงินดูคนแกล้งตก"
นางยกมือปิดปาก หัวเราะอีกครั้ง เบาลง แต่จริง
ครั้งแรกของทั้งคู่ อยู่ในลมบนหน้าผาเดียวกัน
หมอกบนช่องเขาเปลี่ยนรสในลมหายใจเดียว
ใบสมุนไพรเรืองขาวยังอยู่ในผ้าที่นางผึ่งไว้ กลิ่นเย็นบางจนแสบจมูก เย่วฉานมัดผ้าที่เอว แขนเสื้อลาเวนเดอร์หุบลงตามลม แล้วเดิน
"ลง"
"ได้" ธีร์สวมรองเท้าผ้าที่เก็บจากโคนผา ข้อเท้านิ่งจำมุมหิน "คุณเดินนำ ผมตาม"
นางไม่ลอยอีก
บันไดหินหายเข้าหิมะเป็นช่วงๆ ลมบนเขาหลังสำนักไม่เหมือนลมที่ทะเลสาบ มันกัดแก้ม ตัดเสียง น้ำแข็งบางๆ กลับมาที่ปลายนิ้วของนางทั้งที่เพิ่งได้ใบระงับพิษมาอยู่ในมือ
ธีร์เหลือบเห็น แต่ยังไม่ทันถาม
เขาได้ยินกระจกแตกก่อนเห็นตัว
ไม่ใช่ก้อนน้ำแข็งหล่นจากผา เป็นฝีเท้า สี่จังหวะ หนัก แล้วเงียบสนิทแบบสิ่งที่ไม่มีลมหายใจ
"คุณเย่วฉาน"
นางหยุดพร้อมกันกับเขา
จากหมอกขาวของช่องเขา ร่างหนึ่งเดินออกมา สูงกว่าคนยืนเกือบครึ่งหนึ่ง ขนไม่ใช่ขน เป็นผลึกน้ำแข็งเรียงเป็นหนาม ตาสองดวงไม่มีลูกตา มีแต่แสงฟ้าอ่อนในเบ้าลึก ปากอ้า ไอขาวพุ่งเป็นสาย
หมาป่าน้ำแข็ง
มันไม่เห่า มันกระโจน
ตรงมาที่ธีร์
เขาย่อตัวแบบคนเคยโดนของวิ่งชนในกองถ่าย แต่ที่นี่ไม่มีฟูก ไม่มีคนรับด้านล่าง กรงเล็บผลึกผ่าลมขาดเป็นเส้น
ผ้าลาเวนเดอร์ปลิวขวางหน้าเขา
"ถอย"
เย่วฉานผลักหน้าอกเขาออกหนึ่งที แรงพอให้ส้นเท้าไถลหิมะ คมเงินหลุดจากแขนเสื้อในวินาทีเดียวกัน กระบี่จันทร์สว่างขึ้นราวกับมีใครจุดดวงจันทร์ไว้ในเหล็ก
กระบวนแรกไม่สวย
มันเร็ว
เสี้ยวแสงโค้งลงผ่ากรงเล็บที่กำลังจะถึงคอธีร์ ผลึกแตกกระจายเป็นฝนขาว หมาป่าสะบัดอุ้งเท้าที่ขาดครึ่ง แล้วพุ่งใหม่ ไหล่ผลึกกระแทกคมกระบี่จนนางถอยครึ่งก้าว
น้ำแข็งไต่จากด้ามขึ้นข้อมือนาง ขาว แล้วใส
"คุณอย่าฝืน—"
"หุบปาก"
กระบวนที่สอง นางหมุนตัวบังเขาไว้ทั้งร่าง
วงแสงเงินกางออกเป็นพระจันทร์ครึ่งดวง แขนเสื้อปลิวกระพือ หมาป่ากระโจนชนวงนั้น เสียงเหมือนระฆังแก้วแตกในหู ธีร์ยกแขนกันเศษผลึก คมเล็กๆ บาดแขนเสื้อเทาเป็นรอย
นางไม่หันมาดูแผลเขา
ตาอยู่ที่อสูร ปากเริ่มมีสีแดงบางๆ ที่มุม
"สามท่า" นางพูดกับตัวเองมากกว่ากับเขา "พอ"
กระบวนที่สามนางก้าวเข้าไปเอง
ไม่ถอยอีก
กระบี่จันทร์แทงตรงกลางอกผลึก จุดที่แสงฟ้าในตัวมันกระพริบแรงที่สุด คมฝืนผ่านน้ำแข็งหนา แขนที่ถือกระบี่ขาวไปถึงศอก น้ำแข็งเกาะผิวเป็นเกล็ด เลือดสดเส้นหนึ่งไหลจากมุมปากลงคาง
หมาป่าน้ำแข็งสั่นทั้งตัว
แล้วแตก
ไม่ล้มแบบสัตว์ มันร้าวจากรอยแทงออกเป็นร้อยเส้น ร่างผลึกพังลงเป็นกองแก้วบนหิมะ ตาคู่นั้นดับก่อนเศษสุดท้ายจะหยุดกลิ้ง
ช่องเขาเงียบ
ธีร์ก้าวเข้าไป "คุณชนะแล้ว พอได้—"
เย่วฉานยืนครบหนึ่งลมหายใจ
เข่านางทรุด
เขาเข้าไปรับทัน กระบี่หลุดจากมือลงหิมะ แสงที่คมดับทันที ร่างในอ้อมแขนเขาเย็นผิดมนุษย์ เย็นจนผ้าลาเวนเดอร์แข็งเป็นมุม ขนตาของนางมีน้ำแข็งเกาะเป็นเม็ดเล็ก
พิษไม่ได้คืบ
มันระเบิด
ผิวที่ข้อมือขาวขึ้นต่อหน้าต่อตา แล้วลามไปต้นแขน ไหปลาร้า ลำคอ ไอที่ออกจากปากนางเป็นละอองแข็ง ไม่ใช่ไอน้ำ
"คุณเย่วฉาน"
นางพยายามลืมตา รูม่านไม่โฟกัส
"พา... ลง"
"ได้ ได้อย่าหลับ"
ธีร์แบกนางขึ้นหลังแบบคนแบกนักแสดงที่หมดแรงกลางฉาก แต่ของจริงหนักกว่าเพราะแขนขาเริ่มแข็ง
ใบสมุนไพรอยู่ในผ้าที่เอวนาง เขารูดมันมาไว้ในมือตัวเอง กลัวหลุดกลางทาง กระบี่เขาไม่ทิ้ง เก็บสอดเข้าสายชุดนางอย่างลวกๆ คมเย็นชนข้อมือจนชา
"อยู่กับผม" เขาพูดตามจังหวะก้าว "นับกับผมก็ได้ หนึ่ง สอง ถ้าไม่อยากนับ ก็ด่าผม"
ไม่มีเสียงด่า
มีแต่ลมหายใจขาดช่วงที่ซี่โครงเขา
ช่องเขาลาดลง ลมปะทะหน้าผาเป็นทาง เขาเลี้ยวหาด้านอับลมแบบคนเคยหาที่หลบสายเคเบิลในพายุ สบปากถ้ำเตี้ยหลังหินงอก ภายในมืด แห้งกว่าข้างนอกนิดเดียว แต่ลมไม่เข้าถึง
เขาวางนางลงบนกองผ้าที่ถอดจากตัวเอง ชุดเทาคลุมหินชื้น แล้วคุกเข่าจุดไฟ
ไฟแช็กใบเล็กติดในครั้งที่สอง เปลวสั่น เขากองกิ่งแห้งที่เก็บระหว่างทางจนได้กองไฟเล็ก แสงส้มไล้ใบหน้าซีดของนาง
น้ำแข็งไม่ยอมถอย
ธีร์ขยี้ใบเรืองขาวกับข้อมือนาง ตามที่นางเคยบอกไว้บนเขาว่าให้ทาที่เส้นเย็น กลิ่นสมุนไพรพุ่ง ผิวใต้ใบยังแข็ง เกล็ดน้ำแข็งไม่ละลาย
"ไม่พอใช่ไหม" เขาถาม ทั้งที่รู้คำตอบ
นางขยับปาก คำแรกไม่เป็นคำ
เขาถอดเสื้อชั้นในที่ชื้นออก โอบนางจากด้านหลังแบบคืนที่ตกลงกันไว้ หลังนางแนบอกเขา ผิวต่อผิว ความร้อนของคนไม่มีรากวิญญาณไหลเข้าหาความเย็นทันที
ครั้งนี้มันสู้ไม่ไหว
น้ำแข็งที่ไหปลาร้าละลายเป็นหยด แล้วแข็งใหม่ก่อนหยดจะไหลถึงผ้า อกของเขาเจ็บจากความเย็นที่สวนกลับมา ไม่ใช่เจ็บจากน้ำในสระเมื่อคืน เจ็บแบบกระดูกถูกแช่
"คุณเย่วฉาน ผิวต่อผิวแล้ว"
นางสั่นจนฟันกระทบกัน มือที่คว้าข้อมือเขาไม่มีแรง นิ้วแข็ง เล็บซีด
"ไม่..."
"ไม่พอเหรอ"
นางพยักช้าๆ ครั้งเดียว คำที่ตามมาขาดเป็นท่อน ลมหายใจขาวติดปาก
"ร่างข้า... ต้องการหยาง"
เธอกลืนคำ ตัวสั่นแรงขึ้น กองไฟเล็กทำอะไรผิวไม่ได้
"มากกว่านี้"
ธีร์กุมมือนางไว้ ไม่กล้าขยับเกินที่เคยได้รับอนุญาต หัวใจเขาตุบดังจนกลบเสียงลมนอกถ้ำ
นางเบิกตาได้ครึ่งหนึ่ง เสียงแข็งทั้งที่ตัวเย็นจนพูดแทบไม่จบ
"แต่ข้า... จะไม่ทำลายคำสาบาน"
ธีร์ไม่ได้ขยับมือจากข้อมือนาง
"งั้นไม่ทำลาย" เขาพูดช้า ลมหายใจอุ่นชนขมับที่เย็นจนแสบ "ผมไม่รวมร่างกับคุณ ไม่สอดใส่ ไม่มีการบำเพ็ญคู่"
นางสั่นในวงแขน เสียงขาดเป็นท่อน
"คำสาบานข้า... ไม่ให้ชายใดแนบปาก"
"ผมรู้" เขาไม่ถอยคำ "ปากก็คือการแตะ เลยผมไม่ทำ ถ้าคุณไม่ยอม"
กองไฟเล็กปะทุ แสงส้มไล่ไม่ถึงน้ำแข็งที่ไหปลาร้า
"แต่หลังแนบอกไม่พอแล้ว" ธีร์ก้มจนหน้าผากเกือบชน ไม่แตะ "ผมขอทางกลาง ใช้ปากไล่ความร้อนลงตามร่างคุณ ให้พิษถอย แล้วหยุดตรงที่คุณสั่ง"
เย่วฉานเบิกตา รูม่านพร่า แต่คำยังคม
"เจ้าจะให้ข้าพ้นคำสาบาน ด้วยปาก"
"ไม่ใช่พ้นทั้งก้อน" เขาสบตา "คุณยังไม่รับผมเข้าตัว คุณยังถือพรหมจรรย์อยู่ ผมแค่ไม่ให้คุณแข็งตายในถ้ำนี้"
นางหุบปาก ฟันกระทบกัน เกล็ดบนไหล่หนาจนผ้าลาเวนเดอร์ติดผิว
"ขั้นแรก" ธีร์ถาม "คอ ผมจูบได้ไหม"
ความเงียบมีแต่ไฟกับลมหายใจขาวนาง
แล้วพยัก ครั้งเดียว สั้น
เขาคลายผ้าที่ติดไหล่ช้าๆ วางนางลงบนกองชุดที่ปูหิน หลังได้ผ้า ไม่ได้ความชื้น
"บอกได้ทุกตอน" เขาว่า "หยุดคือหยุด"
จูบแรกแตะข้างลำคอ ริมฝีปากอุ่นชนผิวเย็นเหมือนหินริมน้ำ นางสะดุ้งทั้งตัว นิ้วเกร็ง
"ร้อน..."
น้ำแข็งเม็ดเล็กที่คอละลายเป็นเส้น ไหลลงไหปลาร้า
"ขั้นสอง" เขาเงยขึ้น "อก คุณพยักไหม"
ขอบหูซีดจนเกือบใส นางหุบตา พยักช้ากว่าเดิม แต่ชัด
ผ้าเปิดอีกชั้น เนินอกเผยในแสงไฟ เย็นจัด หัวนมแข็งจากพิษไม่ใช่จากเกม ธีร์จูบจากร่องคอลงกลางอก ปากรับความเย็นเข้าลิ้น แล้วคายความร้อนกลับ เขาอมปลายเนินหนึ่งข้าง นานพอให้นางหายใจขาด
"อา..."
เสียงหลุดโดยนางไม่ตั้งใจ มือยกจะผลัก แล้วค้างที่ไหล่เขา
"ยังไหวไหม"
"...ลงต่อ"
"ท้อง" เขาบอกก่อนจะลง "ขั้นสาม ผมจูบถึงท้อง แล้วถามใหม่ก่อนไปไกลกว่านั้น"
นางพยักโดยไม่ลืมตา ขนตาสั่น หยดเย็นไหลจากแก้มลงขมับ
ธีร์ไล่ปากผ่านระหว่างเนินอก ลงท้องที่เย็นจนลิ้นชา กดจูบใต้สะดือ นาน ลมหายใจร้อนเป่าเป็นจังหวะ เกล็ดบนผิวแตกเป็นหยด ไหลถึงขอบผ้าที่ยังปิดระหว่างขา
นางกำผ้าไว้ นิ้วซีด
"ธีร์"
ชื่อหลุดมาเพี้ยนครึ่งหนึ่ง
"ขั้นสุดท้าย" เขาคุกเข่าต่ำ มือวางบนเข่าทั้งสองข้าง ไม่แยกจนได้รับคำ "ผมจะใช้ปากระหว่างขาคุณ ไม่ใช้นิ้ว ไม่สอดอะไรเข้าไป มีแต่ปาก มีแต่ความร้อน คุณพยัก หรือคุณบอกไม่"
เย่วฉานลืมตา
ในตานั้นมีคำสาบานพันปี และความหนาวที่กำลังกินนาง
"ถ้าข้าพยัก" เสียงแหบ "ข้อนี้ยังไม่ใช่การทำลาย"
"ไม่ใช่" ธีร์ว่า "คุณยังเป็นคุณ ผมแค่ไม่ยอมให้คุณแข็งในถ้ำนี้"
นางปล่อยผ้าที่กำ
พยัก
"ได้" คำสั่งแทบไม่เป็นคำ "ทำ"
เขารอจนคำนั้นนิ่งในหัว แล้วแยกเข่าช้าๆ ผ้าไหมรุดลงกองกับชุดที่ปู ร่างนางเปิดทั้งเส้น ระหว่างขาเย็นจัดจนประกายบางๆ ติดตามผิว กลิ่นนางปนควันไฟกับสมุนไพร
ธีร์ก้มลง
ปากแตะจุดที่ความเย็นหนาที่สุด นางกระตุกเอวหนี แล้วหนีไม่พ้นมือที่ประคองต้นขาไว้เบา
"อา— ร้อนไป"
"บอกหยุดเมื่อไหร่ ผมหยุด"
เขาเลียช้า หนึ่งเส้นจากกลีบขึ้นถึงปุ่มเล็กที่ซ่อนอยู่ ลิ้นแบนกดความร้อนไว้ไม่รีบ นางส่งเสียงในคอ ไม่เป็นภาษาทั้งเก่าทั้งใหม่
หยดแรกไหลจากโคนขาลงผ้า เย็นจนเขาขนลุก หยดต่อมาอุ่นขึ้นนิด ปนรสเค็มจางของนาง
แสงเงินม่วงวาบจากระหว่างคิ้ว ไหลลงคอ อก ท้อง เข้าสู่ปากเขา ทุกครั้งที่นางสั่น แสงพุ่งเข้าลิ้น แล้วละลายก่อนจะถึงคอเขา
"หยุด"
มือนางกอบผมสั้น จิกถึงหนังศีรษะ แรงจนแสบ
ธีร์หยุดทันที ปากค้างอยู่ ไม่ขยับ
"หยุดแล้ว" เขาว่า "คุณสั่ง"
นางหายใจไม่เป็นจังหวะ หน้าอกขึ้นลง น้ำแข็งที่ไหล่แตกเป็นหยดวิ่งลงสีข้าง
มือในผมกำแน่น ไม่ผลักออก
"อย่า..." เสียงแตก "อย่าหยุด"
"พูดให้ชัด" เขาสบตาที่เบลอ "ผมจะไม่เดาคำสาบานคุณ"
เย่วฉานกัดริมฝีปากจนแดงตัดผิวซีด
"อย่าหยุด" นางสั่ง ทั้งที่ตัวสั่น "ใช้ปาก... ต่อ"
เขากลับลงไป
ลิ้นวนที่ปุ่มเล็ก ดูดเบา แล้วกดจังหวะตามเอวที่กระตุก ไม่สอดเข้าไปข้างใน อยู่ที่ผิว ที่กลีบ ที่จุดซึ่งทำให้นางโก่งหลังพ้นผ้า
"อา... เจ้า... ไม่—"
คำตายกลางประโยค เพราะปากเขากลับมาพอดีจังหวะที่ต้นขาหนีบหู
แสงเงินม่วงพุ่งแรงทุกครั้งที่นางสั่น ไหลจากร่างนางเข้าตัวเขาทางปาก เย็นแล้วร้อนสลับ น้ำแข็งตามซี่โครงละลายไม่ทันแข็งใหม่ หยดลงใกล้ไฟ ฟู่หนึ่งที
นางทั้งกดทั้งหนี
"สะ... ตัน"
ชื่อเพี้ยนหลุดมากับสะอื้น
ธีร์ไม่แก้ เขาอมต่อ ไม่เปลี่ยนที่ จนนางเริ่มขยับสวนปากเอง โดยไม่รู้ว่าตัวเองทำ
"ธีร์—"
ครั้งนี้ถูก
เสียงนั้นทำให้เขาครางในคอโดยไม่ตั้งใจ ความสั่นเดินเข้าเนื้อนาง นางชักทั้งตัว
"ไม่... ข้าไม่เคย—"
"อยู่กับผม" เขาพูดระหว่างจูบ ไม่ละปากนานเกินคำเดียว "ปล่อยได้"
นางถึงก่อนจะตอบ
ร่างโก่ง ปากอ้าไร้เสียงหนึ่งวินาที แล้วร้องชื่อเขาปนกัน "ธีร์— สะตัน— ธีร์"
แสงเงินม่วงแผ่ไปตามผิว ไม่ใช่สายฟ้า เป็นคลื่นบางๆ ไหลเข้าเขาทุกครั้งที่นางสั่น ละลายความเย็นที่ค้างบนลิ้น
น้ำแข็งที่เหลือแตกเป็นหยดพราก ไหลตามสีข้าง โคนขา ข้อพับเข่า ลงผ้าที่เปียก
นางจิกผมจนเขาแสบตา แต่เขาไม่เงยจนคลื่นนั้นแผ่ว ขาที่หนีบคลาย ลมหายใจยาวขึ้น ไม่ขาวเป็นละอองแข็งอีก
ธีร์ยกปาก เช็ดคางด้วยหลังมือ
"พอ" เขาพูดก่อนนางจะสั่ง "พอแล้ว"
เขาเก็บผ้าคลุมไหล่นาง ไม่แตะระหว่างขาอีก ไม่ถามต่อ ไม่ข้ามเส้นที่ทั้งคู่เพิ่งวางไว้
สักพักนางหันหน้าเข้าผนังถ้ำ
แก้มที่ซีดมีสีแล้ว ไม่มาก แต่มี
"วิชาที่เจ้าเพิ่งใช้" เสียงแข็ง ราวกับสอบศิษย์ ไม่ใช่คนที่เพิ่งร้องชื่อเขา "เรียนมาจากสำนักใด"
ธีร์นิ่งหนึ่งจังหวะ
แล้วหัวเราะ
เสียงเด้งในถ้ำเตี้ย ดังเกินกว่าหินจะรับไหว
"ไม่มีสำนักครับ" เขาหัวเราะจนไหล่สั่น "เมืองผมไม่ได้สอนในวัด คนเขาก็หากันเอง"
ก้อนหินเล็กเท่าปลายนิ้วกระเด็นโดนหน้าแข้ง ไม่แรง แต่ตั้งใจ
"หุบปาก"
เย่วฉานยังไม่หันมา หูแดงถึงติ่ง
ธีร์ยั้งหัวเราะได้ครึ่ง ย่อเก็บหินวางคืนที่ขอบผ้า
มือเฉียดข้อมือนางโดยไม่จับ
อุ่น
ไม่ร้อนทั้งตัวแบบคนธรรมดา แต่ไม่แข็งอีกแล้ว เกล็ดไม่กลับมาเกาะปลายนิ้วตรงที่เมื่อครู่ยังเป็นน้ำแข็ง
"คุณอุ่นขึ้น" เขาว่า เสียงเบาลง "จริงๆ"
นางไม่ตอบ
แต่ไม่ได้ดึงมือหนีจากความร้อนที่ยังค้างอยู่ข้างๆ
ข้อมือที่นางไม่ยอมดึงกลับ ยังวางอยู่ข้างความร้อนของเขา
ธีร์ไม่จับ
เขานั่งนิ่งให้ไฟเล็กกินกิ่งที่เหลือ แสงส้มย่นบนผนังถ้ำเตี้ย ถ้าเขายืนเต็มตัว ศีรษะจะชิดหิน กลิ่นควันปนใบสมุนไพรขมกับความชื้นที่หินคายออกมา ลมข้างนอกหวีดที่ปากถ้ำ แต่ข้างในไม่มีลมพัดถึง
"คุณยังไม่ตอบ" เขาว่าเสียงต่ำ "อุ่นขึ้นจริง หรือผมอยากให้มันจริง"
เย่วฉานหันหน้าเข้าผนังเหมือนเดิม ผมดำยาวปรกไหล่ที่ผ้าคลุมไม่มิด ปลายหูไม่ขาวอีกแล้ว
"จริง" นางพูดหลังความเงียบยาว "อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำ"
ธีร์ปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้
"ดี" เขายิ้มครึ่งหนึ่ง แล้วรีบเก็บ เพราะนางไม่ได้หันมารับ "งั้นคืนนี้คุณไม่แข็งในถ้ำนี้"
"อย่าเหมาว่าเจ้าชนะ" เสียงนางเย็นทันที ทั้งที่ข้อมือยังไม่หนี "ข้าไม่ได้ทำลายคำสาบาน"
"ผมรู้" ธีร์ตอบ "คุณยังถือพรหมจรรย์อยู่ ผมไม่ได้รวมร่าง ไม่ได้สอดใส่ แค่ไล่ความร้อนตามขั้นที่คุณพยัก"
ไหล่นางเกร็ง
นางหุบผ้าที่คอให้แน่น ผ้าไหมขาวเงินยับจากน้ำที่ละลาย ธีร์ละสายตาลงที่ไฟ กฎข้อหนึ่งยังดังอยู่ในหัว ทั้งที่คืนนี้เขาเดินเลยมันไปแล้วตามคำสั่งของนางเอง
"เจ้ามองอีก" นางว่า โดยไม่หัน
"ไม่ได้มอง" เขาเถียง "ผมมองไฟ"
"ไฟอยู่ทางซ้าย ตาเจ้าไปทางขวา"
ธีร์ยกมือยอมแพ้ แบบคนโดนจับได้กลางกอง
"ตาผมไม่เชื่อฟัง" เขาว่า "แต่ตัวผมเชื่อ คุณสั่งหยุด ผมหยุด ใช่ไหม"
กิ่งไฟแตกเปาะ
เย่วฉานขยับช้าๆ พยายามลุก น่องสั่น ฝ่ามือยันหินแล้วลื่น ธีร์ยื่นแขนไปโดยไม่แตะตัว แค่ให้มีที่พิงถ้าจะล้ม
นางมองแขนนั้น แล้ววางปลายนิ้วลง เบาจนแทบไม่นับว่าจับ
"ข้าลุกเองได้"
"ได้" เขารับ "ผมแค่ไม่อยากเก็บคุณจากพื้นอีกรอบ"
นางนั่งลงได้ หลังพิงหิน ห่างจากเขาคืบหนึ่ง ผ้าคลุมรอบตัวแต่เปิดที่ไหปลาร้า ผิวตรงนั้นไม่มีเกล็ดแล้ว อุ่นจางๆ ใต้แสงไฟที่กำลังหมด
เขาหยิบกิ่งแห้งอีกกิ่งวางลงไฟ เปลวสูงนิดเดียวแล้วหด ฟืนที่เก็บระหว่างทางเหลือน้อย ถ้าจะอยู่ถึงฟ้าสาง ต้องประหยัด
หยดน้ำจากเพดานตกใส่หลังมือครั้งหนึ่ง เย็นจัด แล้วเงียบ ถ้ำไม่ได้ลึกมาก แต่หินกินเสียง จนลมหายใจของนางดังกว่าลมทั้งช่องเขา
"คุณเดินลงเขาไหวไหม"
"ไม่" นางตอบทันที "ลมช่องเขาจะพัดพิษกลับเข้ากระดูก ข้าใช้กระบี่เกินกำลัง ปราณที่เหลือไม่พอสู้ลม"
"งั้นค้าง"
"ค้าง" นางว่า "จนกว่าแสงแรกจะแตะปากถ้ำ แล้วเจ้าพาข้าลงทางอับลม ไม่ใช่ทางที่ขึ้นมา"
ธีร์พยัก
เขาจำหินที่ไหล่เคยครูดได้ ไม่มีแผนที่ในโลกนี้ มีแต่ปากถ้ำที่ลมไม่เข้า ถ้าหลง ก็หลงคู่กัน
ความคิดนั้นทำให้เขานิ่งกว่าที่ควร
บ้านยังอยู่ที่เดียวกับเดิม แม่ยังอยู่ที่นนทบุรี ยิ้มในรูปที่ตลาดยังชัดในหัว แต่ที่นี่ไม่มีสัญญาณ จะตะโกนข้ามภพก็ไม่มีใครได้ยิน
"คิดอะไร" เย่วฉานถาม
"คิดว่าถ้าคุณหนาวอีก ผมแบกไหว" เขาโกหกครึ่งหนึ่ง "อีกครึ่งคิดถึงบ้าน"
นางไม่ถามว่าบ้านอยู่ทิศใด
บางทีนางรู้ว่าคำตอบไม่ได้อยู่บนแผนที่ของสำนัก
"ความร้อนที่เจ้าให้คืนนี้" นางพูดช้า "ซื้อเวลาได้หนึ่งราตรี ไม่ใช่เจ็ดวัน"
ธีร์เงยหน้า
"ใบระงับพิษกันได้แค่ผิว" นางวางฝ่ามือทาบอกตัวเองผ่านผ้า "พิษถอยจากหัวใจเพราะความร้อนของเจ้า ข้าหายใจได้โดยไม่มีละอองแข็ง แต่กระดูกยังจำความเย็น มันจะกลับ เมื่อข้าใช้ปราณ หรือเมื่ออยู่ห่างจากเจ้าเกินขีด"
"งั้นผมไม่ห่าง"
"ในถ้ำนี้" นางตัด "นอกถ้ำ เจ้ายังเป็นศิษย์รับใช้ ห้ามให้ใครเห็นว่าจ้าวสำนักต้องอาศัยความร้อนจากชายต่างภพ"
ธีร์หัวเราะในคอ สั้นๆ
"ตำแหน่งผมไม่เคยติดเครดิตอยู่แล้ว" เขาว่า "รับใช้ได้ ถ้าคุณไม่ตาย"
สายตาที่นางเหลือบมาครั้งแรกตั้งแต่หันหน้าหนี ไม่เย็นทั้งก้อน
มีอะไรคล้ายมือที่สั่น แล้วถูกเก็บทัน
"อย่าพูดคำตายง่ายๆ"
"ขอโทษ"
ไฟลดอีก ควันบางกรอกคอ ธีร์ไอครั้งหนึ่ง แล้วดึงชายชุดเทาที่เปียกออกจากถ่าน กลัวผ้าของนางจะติดไฟ หินใต้เข่าเย็นขึ้นเมื่อแสงถอย
เย่วฉานมองมือตัวเองนาน
ปลายนิ้วขยับได้ เล็บไม่ซีดจนใส นางกำแล้วคลาย ราวกับยังไม่เชื่อร่างของตนเอง
"ข้าสั่งต่อเอง" นางพูดกับไฟ ไม่ใช่กับเขา "ทั้งที่คำสาบานดังอยู่ในหู ข้อนี้ข้าไม่โทษเจ้า"
ธีร์สั่นหัว
"ไม่มีใครผิดที่ไม่อยากแข็งตาย" เขาว่า "คุณพยักทุกขั้น ผมถามทุกขั้น ถ้าสำนักจะด่า ก็ให้ด่าผมที่เสนอทางกลาง แต่ทางนั้นทำให้คุณอุ่น"
นางลืมตา
"เจ้าปากดีแม้ในที่ไม่มีใครฟัง"
"ติดมาจากบ้าน" ธีร์ยักไหล่ ไหล่เปลือยรับเย็นจากหิน "ที่นั่นคนไม่ปล่อยให้กันเงียบตาย ต้องมีคนพูดค้างไว้ก่อน"
มุมปากนางกระตุก เกือบเป็นยิ้ม แล้วตาย
ธีร์เห็น และไม่ทัก
ข้างนอกก้อนหิมะเล็กหล่นจากปากถ้ำ เสียงนุ่ม แล้วเงียบ ไม่มีฝีเท้าผลึกกลับมา มีแต่ลมที่กัดช่องเขา และกระบี่ที่เขาสอดไว้ข้างผ้าของนาง คมดับสนิท
เขาไม่แตะมัน
ของชิ้นนั้นเย็นผิดเหล็ก ตอนเก็บชาข้อมือไปแล้วครั้งหนึ่ง พอแล้วสำหรับคืนนี้
"ท่านจ้าวสำนัก" เขาเรียกแบบคนในวัง ทดสอบ
นางขมวดคิ้ว
"อย่าเรียกอย่างนั้นในถ้ำนี้"
"งั้นคุณเย่วฉาน"
นางไม่แก้
ความเงียบยืด จนเขาคิดว่านางจะไม่พูดอีก
"คืนนี้..." นางเริ่ม แล้วกลืนคำที่ดูไม่คุ้นปาก "ข้ายังหายใจได้ เพราะเจ้า"
ธีร์นิ่ง
คำนั้นไม่ใช่คำขอบคุณตรงๆ แต่ใกล้พอให้ไฟในอกเขาสะดุด
"จำไว้ก็พอ" เขาว่าเบา "ไม่ต้องพูดให้หินได้ยินทั้งถ้ำ"
นางหันขวางอีกครั้ง หูแดงขึ้นใหม่ ไม่ใช่จากพิษ
"สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้" นางว่าเสียงแข็งกลับมา "ห้ามเล่า แม้แต่หลันจู แม้แต่เงาของเจ้า"
"หลันจูเป็นห่วงคุณ"
"ยิ่งเป็นห่วง ยิ่งห้ามรู้" สายตานางคมชั่วขณะ "ในสำนักมีหูที่ข้ายังชี้ชื่อไม่ได้ เจ้าจำคำสั่งก่อนขึ้นเขาได้หรือไม่"
ธีร์นึกถึงคำที่นางให้เก็บไว้คนเดียว
"จำได้" เขาตอบ "เรื่องนั้นไม่บอก เรื่องคืนนี้ก็ไม่บอก"
"ดี"
นางดึงผ้าอีกชั้น หันไหล่เข้ากองไฟที่กำลังตาย แสงส้มเหลือเป็นขีดบนถ่าน ใบหน้าซีดค่อยๆ จมเข้าความมืด
ธีร์เติมกิ่งสุดท้าย
เปลวกินเร็ว แล้วเหลือเถ้า
"นอนได้" เขาว่า "ผมเฝ้าปากถ้ำ คุณไม่ต้องหันมาหาผม ผมไม่เข้าใกล้เกินนี้ เว้นแต่คุณหนาวอีก"
เย่วฉานไม่นอน
นางนั่งพิงหิน ตาเปิดในที่มืดลงทุกขณะ ลมหายใจยาว สม่ำเสมอ ไม่ขาวเป็นละออง
ธีร์เอนหลังลงบนกองผ้าที่เหลือ อกเปล่า หินเย็นซึมขึ้นสันหลัง กล้ามเนื้อที่แบกนางลงมายังสั่นเป็นพักๆ แบบร่างกายที่รู้ว่าฉากจบแล้ว แต่เส้นเอ็นยังไม่ยอม
เขาหลับตา
ไม่หลับ
ในความมืดมีแต่กลิ่นควันจาง กลิ่นผ้าไหมชื้น และลมหายใจของหญิงที่เมื่อครู่ยังหนาวจนพูดไม่จบประโยค
"คุณเย่วฉาน" เขาเรียกเบา "ยังอยู่ไหม"
"อยู่"
เสียงมาจากใกล้กว่าที่เขาคิด
นางไม่ได้หันหน้าเข้าผนังอีกแล้ว
ธีร์ลืมตา พยายามหาตาของนางในความมืด หาไม่เจอ มีแต่เค้าโครงผมดำกับผ้าขาวเงินที่คลุมไม่สนิท และความอุ่นบางๆ ที่ยังค้างระหว่างร่างทั้งสอง ราวกับคืนนี้ยังไม่ยอมจบตามที่เขาตั้งใจ
เขายกมือจะคลำหากิ่งที่ไม่มีอยู่แล้ว
แล้วหยุด
มีอะไรสว่างบนอกเขา ไม่ใช่ไฟ
เย่วฉานสูดหายใจดัง
ใบหน้าซีดของนางเข้ามาใกล้ ตาเบิก ผ้าที่หุ้มตัวหลุดจากไหล่ นางไม่เก็บ
ในความมืดของถ้ำ จี้หยกจันทร์เสี้ยวบนอกธีร์เรืองแสงสีเงินม่วงเดียวกับแสงปราณของนาง เย่วฉานคว้ามันไว้ มือสั่น
"หยกนี้... คือรากรักที่ข้าตัดออกจากใจตนเองเมื่อพันปีก่อน เหตุใดจึงอยู่ที่เจ้า"
แชทกับตัวละคร
คุยตัวต่อตัวกับคนในนิยาย แล้วลองล้วงความลับที่เรื่องยังไม่ได้บอก







