กายไร้ราก
กฎสามข้อของนางเซียน: ห้ามมอง ห้ามจับ ห้ามคิดลามก แต่ทุกคืนเขาต้องกอดร่างเปลือยครึ่งตัวของนางจนน้ำแข็งละลาย และกฎข้อที่สามพังตั้งแต่คืนแรก


น้ำแข็งบนขนตาของนางยังไม่ยอมละลาย แต่คำสั่งเมื่อครู่ละลายความเงียบในห้องได้สนิท
"ถอดเสื้อ" เย่วฉานยืนค้างที่ธรณี ประตูที่เปิดเองยังเผยอตามลม "ข้าต้องการความร้อนจากร่างเจ้า เดี๋ยวนี้"
ธีร์ลุกจากขอบเตียงไม้
เข็มขัดหนังกองอยู่ข้างตัว ผ้าแห้งที่คลุมบ่าหล่นลงเตียง เสื้อด้านในเปียกเป็นหย่อมติดหลัง เย็นจนตัวเขาเองยังไม่ทันอุ่น
"คุณก้าวเข้ามาก่อนได้ไหมครับ" เสียงเขาแห้ง "ยืนจังหวะนี้ ถ้ามีคนเดินเฉลียง จะนึกว่าผมลักพาจ้าวสำนัก"
นางขมวดคิ้วบาง
คำแปลกหลุดหูไปเกือบหมด เหลือแต่ความที่เขายังไม่ทำตามสั่ง
"เจ้าพูดมาก"
"ผมพูดเพราะเมื่อกี้คุณเกือบไม่หายใจ" ธีร์จับชายเสื้อ "แล้วคุณก็จ่อของคมที่คอผม ตอนนี้มาสั่งถอดเสื้ออีก คืนนี้กระโดดคิว ไม่มีใครบอกว่าฉากต่อไปคืออะไร"
"คิว" นางลองเสียง แล้วส่ายหน้า เกล็ดน้ำแข็งที่ปลายนิ้วสั่นตาม "ข้าไม่รู้คำนั้น จงทำ"
เขาถอดเสื้อด้านในออก
ผ้าเปียกหลุดจากผิว ลมทะเลสาบชนหน้าอกทันที จี้หยกจันทร์เสี้ยวบนเชือกแดงกระแทกไหปลาร้า ขาวตัดกับผิวที่ยังมีไอคนเป็น
นางก้าวข้ามธรณีในที่สุด
บานไม้ถูกดันจนสนิท นางไม่ลงกลอน เพียงหันหลังให้เขา ชุดนอนผ้าไหมบางสีขาวเงินติดแสงโคมจนชายแขนเกือบโปร่ง ผมดำสยายลงเอว ไม่มีปิ่น
"นั่งบนเตียง หันหน้าออกหน้าต่าง"
"แล้วคุณล่ะครับ"
"ความร้อนอยู่ที่อกเจ้า" เสียงนางต่ำ เย็น สั้น "ข้าจะเอาหลังแนบมัน มือเจ้าห้ามขยับ"
ธีร์นั่งลงกลางเตียง ผ้าปูขาวเงินยุบใต้ตัว
เย่วฉานปีนขึ้นมาอย่างระวัง เข่ากดฟูก ชายไหมลากเป็นทางน้ำค้าง นางหันหลัง แล้วถอยจนหลังชิดอกเขา
เย็น
เย็นจนเขาสูดลมหายใจดังโดยไม่ได้ตั้งใจ
หลังนางบางแต่แข็งทื่อ ผ้าไหมกั้นไว้ชั้นเดียว ความเย็นทะลุถึงซี่โครง เหมือนมีคนเอาหินใต้น้ำมาพิงไว้กับหัวใจ
"คุณเย็นขนาดนี้ได้ยังไง"
"อย่าพูด"
"ไม่พูดก็ได้" ธีร์เกร็งไหล่ ไม่ให้แขนยกเอง "แต่ผมกอดได้ไหม ไม่งั้นคุณไถล นี่เตียง ไม่ใช่บัลลังก์"
นางนิ่ง
ลมหายใจสั้นหนึ่งที นิ้วกำชายชุดจนข้อขาว
"ได้" คำนั้นเหมือนเสียดายทุกตัว "กอดได้ ฝ่ามือจงวางนิ่ง อย่าลูบ"
"ได้ครับ"
เขาวางแขนโอบเอวนางไว้หลวมๆ ฝ่ามือแบอยู่บนผ้าปูข้างสะโพกนาง ไม่แตะผิว แค่กันไม่ให้ร่างเย็นนั้นล้มไปด้านใดด้านหนึ่ง
นางตัวแข็งทั้งตัว
ทุกครั้งที่อกเขาขยับตามลมหายใจ นางเกร็งเหมือนจะลุก แล้วความเย็นก็เตือนให้นางทรุดกลับมาอีก
โคมกระดาษดวงเดียวไหว แสงจันทร์จากหน้าต่างลาดเป็นแถบเงินพาดเตียง นอกบาน ดอกบัวเรืองสีเงินม่วงเป็นระลอก ไม่มีเสียงศิษย์ ไม่มีเสียงดาบ
ไม่มีใครพูดอีก
ธีร์ไม่เอื้อมไปที่ไม้หัวเตียง มือถือคว่ำอยู่ตรงนั้น เขาไม่เปิด แสงรูปแม่ไม่ควรมาแตะหลังคนที่กำลังสั่นอยู่ในวงแขนเขา
เวลาไม่มีนาฬิกาให้ขโมย
ความเย็นค่อยๆ ถอยจากจุดที่ผ้าไหมแนบอกเขา เป็นวงอุ่นแผ่ออกช้าๆ ไหล่นางที่เคยสั่นเริ่มนิ่ง เกล็ดที่ปลายนิ้วบนตักบางลงจนแสงโคมจับไม่ติด
นางยังนั่งตรง
ครั้งหนึ่งศีรษะผงก แล้วนางสะดุ้งตั้งคอใหม่ หายใจแรงอย่างโกรธ
ครั้งที่สอง ผมดำไถลผ่านไหปลาร้าเขา เย็นแต่ไม่บาดผิวแล้ว
ครั้งที่สาม นางไม่สะดุ้งอีก น้ำหนักทั้งร่างพิงมาเต็มอก
ธีร์แทบไม่กล้าหายใจ
เย่วฉานหลับ
ไม่ใช่หลับตาแบบคนถือดี นี่คือคนที่แพ้ความอุ่นโดยไม่ยอมรับแม้ในวินาทีสุดท้าย ปากเผยอร่องเล็ก ใบหน้าเขาอยู่เหนือไหล่นาง ตาไม่หลับ ระวังทุกอย่าง
ขนตาของนางเปียก
เกล็ดน้ำแข็งละลายเป็นหยดใส ไหลลงโหนกแก้มแล้วหายในเงาผม
แขนเขายังโอบอยู่ตำแหน่งเดิม มือไม่ขยับแม้แต่นิ้ว
ลมหายใจเขาออกไปโดนขมับนางโดยไม่ตั้งใจ
ไอจางๆ สีทองอ่อนผุดจากปาก แล้วไหลเข้าหาปลายขนตานางเท่านั้น ไม่ไปทางโคม ไม่ไปทางผ้าปู มันแตะหยดที่เหลืออยู่ หยดนั้นละลายหมดในพริบตา
ธีร์กลืนน้ำลาย
เมื่อคืนที่สระก็เป็นแบบนี้ เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แค่ว่ามันเลือกนาง
นางไม่ตอบสิ่งใด
มีแค่หัวใจนางที่ช้าลงจนเข้าจังหวะกับเขา และกลิ่นผ้าไหมจางๆ ปนน้ำสระที่ยังติดผมทั้งคู่
เขาลืมตาทั้งคืน
มือชาเพราะเกร็งนาน แต่เขาไม่ยอมขยับ ถ้านางตื่นมากลางทางแล้วพบว่าแขนเขาเลื่อน น้ำแข็งคงไม่ใช่สิ่งเดียวที่จ่อคอ
ฟ้าซีดที่ขอบทะเลสาบ
แสงบัวจางเมื่อจันทร์ถอย
เย่วฉานขยับในวงแขน
ครั้งแรกเหมือนคนฝันตก ไหล่กระตุก ความเย็นวิ่งกลับมาที่ผิวเร็วผิดปกติ พอหลังนางผละจากอกเขาแม้เพียงคืบ เกล็ดบางๆ ก็จับขนตาอีกครั้ง
นางลืมตา
เห็นแขนชายโอบเอว เห็นหน้าอกเปล่าชิดต้นคอ เห็นแสงเช้าบนผ้าปูขาวเงิน
นางไม่กรีดร้อง
นางเตะ
เข่ากระแทกสีข้างเขาเต็มแรง ธีร์หลุดจากเตียงก่อนจะได้พูดคำว่าเดี๋ยว หลังชนพื้นหิน ศอกครูด ลมหายใจขาดครึ่งจังหวะ
"เฮ้ย—!"
เพดานหมุนหนึ่งรอบ เขาเคยตกจากที่สูงในกองมาแล้ว แต่ไม่มีครั้งไหนคนที่กอดอยู่เป็นคนเตะ
เย่วฉานนั่งตัวตรง ผมยุ่ง ไหล่ชุดหลุดข้างหนึ่ง นางกระชากผ้าไหมขึ้นปิดทันที ใบหน้าเย็นจัด ทว่าขอบหูแดงจนแสงเช้าไม่ยอมช่วยปิด
"เจ้ากล้า—"
"ผมไม่กล้าอะไรเลย" ธีร์ยกสองมือจากพื้น ทั้งที่เมื่อคืนฝ่ามือเขาอยู่บนผ้าปูตลอด "คุณสั่งให้นั่ง คุณบอกว่ากอดได้ คุณหลับเอง ผมแค่เป็นที่พิงที่ยังไม่หมดไฟ"
"อย่าส่งเสียง"
"คุณถีบผมก่อน แล้วค่อยสั่งเงียบ ได้ครับ"
นางจะตอบ แล้วสายตาก็เหลือบไปที่นิ้วตัวเอง
เกล็ดน้ำแข็งกลับมาแล้ว บางแต่คม ที่ข้อมือก็มีวงใสเกาะผิว ขนตาเริ่มแข็งเป็นประกบเล็กในอากาศเช้าที่ไม่มีอกเขาให้พิง
นางหุบปาก
ความโกรธยังอยู่ที่คิ้ว ความหนาวชนะที่มือ
สามเคาะสั้นดังขึ้นที่บานไม้
ตามด้วยหนึ่งเคาะยาว
ธีร์ยังนั่งกับพื้น ตัวเปล่า หลังเจ็บ เขามองประตูแล้วหัวเราะในลำคอ
"คนที่บอกว่าไม่ใช่รหัส มาแล้ว"
นอกบาน เสียงหลันจูร่าเริงไม่เข้ากับเช้านี้
"น้ำอุ่นกับผ้าเช็ดตัวเจ้าค่ะ ศิษย์รับใช้ตื่นหรือยัง ข้าตามหาท่านจ้าวสำนักตั้งแต่ฟ้ายังไม่ขาว ท่านอยู่ที่นี่หรือ"
เย่วฉานหลับตาครู่หนึ่ง
พอลืมตา ความสั่นถูกเก็บจนหมด เหลือจ้าวสำนักในชุดนอนที่กระชากให้เรียบเท่าที่ผ้าไหมจะยอม
"เข้ามา"
หลันจูผลักประตูเข้ามาพร้อมถาด ริบบิ้นเขียวหยกสะบัด แล้วยิ้มก็ค้างที่ริมฝีปาก
นางเห็นธีร์นั่งพื้นไร้เสื้อ เห็นท่านบนเตียง เห็นน้ำแข็งที่นิ้วซึ่งเมื่อคืนก็ไม่ควรมี
ถาดเอียง ชาเกือบหก
"ท่าน..."
"วางถาด" เย่วฉานว่าเรียบ "อยู่ตรงนี้ อย่าออกไป"
"เจ้าค่ะ" หลันจูวางถาดลงบนตู้ ตาไม่รู้จะซ่อนที่ไหน "เจ้าตกเตียงหรืออย่างไร"
"ถูกเตะ" ธีร์ลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียง คนละด้านกับนาง "ตกกับถูกเตะ คนละคิว ผลเหมือนกัน"
หลันจูขยับปากจะหัวเราะ แล้วเห็นคิ้วท่านจ้าวสำนัก ก็กลืนเสียงลงไปทั้งคำ
เย่วฉานยื่นมือมา ฝ่ามือหงาย เย็นจนอากาศรอบนิ้วเหมือนบางลง
"ข้อมือ"
ธีร์เลิกคิ้ว "เมื่อคืนคุณสั่งว่ามือผมห้ามขยับ"
"นั่นมือเจ้า" นางไม่ผ่อน "มือข้าคนละเรื่อง ยื่นมา ข้าจะตรวจ"
เขายื่นข้อมือซ้ายให้ โดยไม่ชิดตัวนางเกินจำเป็น
นิ้วเย็นจัดวางลงบนชีพจร
ความเย็นไม่ได้หยุดที่ผิว มันไหลเข้าจังหวะเต้น ราวมีเข็มบางๆ ค้นไปตามเส้น หาสิ่งที่ควรอยู่ แต่ไม่เจอ
คิ้วเย่วฉานขมวดช้าๆ
นางเลื่อนนิ้วขึ้นอีกจุด ลงอีกจุด กดค้าง หลันจูยืนนิ่งจนริบบิ้นไม่ไหว
"ไม่มี" เย่วฉานพูด
"ไม่มีอะไรครับ"
"ราก" นางย้ำให้ชัด เผื่อสำเนียงเขาจะจับได้ "รากวิญญาณ ผู้คนในแดนนี้มีอย่างน้อยหนึ่งเส้น มากบ้างน้อยบ้าง เจ้าไม่มีแม้แต่เงาของเส้น"
หลันจูสูดหายใจจนชายเสื้อขยับ
"กายไร้ราก..."
"ใช่" เย่วฉานยกตามองเขา เย็นชา แต่ไม่ใช่เย็นแบบเมื่อครู่ที่โกรธ "พิษหยินในร่างข้าเย็นจนแช่แข็งกระดูก ใครในโลกนี้รับมันเข้าไป ผู้นั้นจะแข็งตาย"
ในห้องเงียบจนได้ยินว่าชาบนถาดไม่ส่งไอ
ธีร์มองนิ้วที่ยังกดข้อมือเขาอยู่
"แต่ผมไม่ตาย"
"เจ้าละลายมันได้" เสียงนางต่ำ หลันจูได้ยินทุกคำ เพราะนางตั้งใจให้ได้ยิน "เพราะร่างเจ้าไม่มีรากให้พิษยึด มีแต่ความร้อนของคนธรรมดา คนทั้งแดนนี้ทำแทนเจ้าไม่ได้"
หลันจูหน้าซีด
"ท่านหมายความว่า มีเพียงเขา..."
"เพียงเขา"
เย่วฉานปล่อยข้อมือธีร์
พอสัมผัสขาด วงน้ำแข็งที่ข้อมือนางก็หนาขึ้นอีกชั้นในแสงเช้า ชัดจนหลันจูถอยครึ่งก้าว
"ถ้าไม่มีเจ้า" นางมองน้ำแข็งนั้น ไม่มองหน้าใคร "ภายในเจ็ดวัน พิษจะแช่แข็งข้าจนหมดร่าง"
หลันจูหน้าซีดจนชายเสื้อสั่น
"เจ็ดวัน..."
"อย่าทวน" เย่วฉานซุกปลายนิ้วเข้าแขนเสื้อ น้ำแข็งยังไม่ยอมหาย "มีทางสองทาง"
ธีร์ลุกจากพื้น ดึงผ้าแห้งขึ้นคลุมบ่า หลังยังจำเข่าของนางได้
"ทางไหนไม่จบด้วยผมอยู่กับพื้น"
"เจ้าฟังให้จบ"
นางมองตรงมา เสียงเย็น ตั้งใจให้สาวใช้ในห้องได้ยินด้วย
"ทางแรก สัมผัสผิว ถ่ายปราณ ทุกคืน หลังของข้าแนบอกเจ้า ความร้อนร่างเจ้าละลายพิษได้เพียงประทัง ขาดไม่ได้"
"ทุกคืน" ธีร์ทวน "แบบเมื่อกี้"
"เมื่อกี้มีผ้ากั้น" นางไม่กะพริบตา "ปราณไหลน้อย คราวหน้าต้องชิดกว่านั้น"
หลันจูกำถาดชาที่ยังไม่ได้ริน
"แล้วทางสองล่ะเจ้าคะ"
เย่วฉานเงียบครู่หนึ่ง ลมเช้าผ่านชุดนอนบาง จนชายแขนโปร่ง
"บำเพ็ญคู่" นางพูดแล้วตัดทันที ราวคำนั้นเผาลิ้น "หยินหยางรวมกัน พิษจึงจบจริง"
ไม่มีใครขยับ
"ข้าถือพรหมจรรย์มาพันปี" เสียงต่ำ คม "ทางนั้นไม่มี อย่าเอ่ยอีก"
ธีร์ยกสองมือ
"ผมยังไม่เอ่ย คุณเอ่ยเอง"
หลันจูก้มหน้า ไหล่กระตุก กลั้นเสียงไว้ที่ริมฝีปาก
เย่วฉานหันไปหานาง
"ออกไป เรื่องนี้ห้ามเล่าที่เฉลียง ใครถาม บอกว่าข้าตรวจศิษย์"
"เจ้าค่ะ" หลันจูรีบถอย ก่อนพ้นธรณียังเหลียวมา "อย่าทำให้ท่านโกรธอีกนะเจ้าคะ"
ประตูปิด
เหลือสองคนกับโคมที่เกือบดับ
เย่วฉานยืนห่างหนึ่งก้าว พอห่าง เกล็ดใสก็จับข้อนิ้วอีกครั้ง
"การประทังต้องมีกฎ"
"ผมพร้อมตกลง" ธีร์ว่า "ขอฟังก่อน เผื่อข้อไหนใช้กับคนไม่มีรากไม่ได้"
"กฎสามข้อ" นางชูสามนิ้ว เล็บเย็นเป็นประกาย "หนึ่ง ห้ามมอง สอง ห้ามจับ สาม ห้ามคิดลามก"
เขาหัวเราะในลำคอ ดังนิดเดียว
"ข้อหนึ่งกับข้อสอง ทำมาแล้วเมื่อคืน คุณหันหลัง มือผมวางนิ่ง ผลคือตกเตียง"
"อย่าล้อ"
"ข้อสามคุณตรวจยังไง"
นางหุบปาก
คำถามนั้นไม่มีในตำราที่นางท่องมาทั้งชีวิต ลมหน้าต่างดึงชายไหม นางไม่ตอบทันที
"ข้าตรวจได้" แล้วเสียงสะดุด "ด้วยลมปราณ... ไม่ เจ้าไม่มีลมปราณ"
"งั้นตรวจไม่ได้" ธีร์ยิ้มบาง "ความคิดไม่ขึ้นที่ข้อมือครับคุณเย่วฉาน"
"เจ้าคิด ข้าไม่ต้องเห็น" นางหันหลังให้ ผมดำสยายกั้นคอ "แต่ถ้าเจ้าทำตามคิด ข้าจะรู้ น้ำแข็งจะไม่ใช่สิ่งเดียวที่มาหาเจ้า"
"รับทราบ" เขาพยัก "ไม่มอง ไม่จับ ส่วนข้อสาม ผมพยายาม ไม่รับรองหมดจด"
"พยายามให้ได้"
"คนกอดกันทั้งคืนแล้วหัวว่าง มีแต่รูปปั้นครับ"
"รูปปั้นไม่พูดมากเท่าเจ้า"
ขอบหูนางแดงนิดเดียว แล้วหายเมื่อนางเก็บเสียง
"ตกลงหรือไม่"
ธีร์มองนิ้วที่นางพยายามซ่อน
เมื่อคืนก่อนนางเกือบไม่หายใจในอ้อมแขนเขา เช้านี้คนเดียวกันถีบเขาตกเตียง แล้วมาขอความร้อนด้วยกฎ
"ตกลง" เขาว่า "ทุกคืน ผมอยู่ คุณสั่ง ผมถาม แบบนั้นคุณจะได้ไม่ผิดกฎตัวเอง"
นางเหลือบมาครั้งเดียว
"คืนนี้ที่ตำหนักจันทร์ขาว อย่าให้ใครเห็น ศิษย์รับใช้ที่เดินดึก มีแต่เรื่องให้คนเล่า"
"เมื่อคืนคุณเดินมาห้องผมเอง"
"คืนนี้คนละคราว" นิ้วกำวงกบจนผิวขาว "เจ็ดวันนับจากเช้านี้ ขาดแม้คืนเดียว อย่ามาถามว่าข้าอยู่ที่ไหน"
ประตูเปิดแล้วปิด
ธีร์นั่งลงที่ขอบเตียง
ชาบนถาดเย็นสนิท
เจ็ดวัน เขายังไม่รู้ว่านานแค่ไหนในโลกที่ไม่มีสัญญาณ รู้แค่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะแข็ง ถ้าเขาไม่ยอมเป็นความร้อน
หลันจูกลับมาตอนแดดสูง ชุดสีเทาเรียบพับอยู่บนแขน ริบบิ้นเขียวหยกสะบัดตามฝีเท้า
"ของยืม" นางยิ้ม "ชุดเดิมของเจ้าเปียกจนดูไม่ออกว่าเป็นผ้าหรือสาหร่าย"
"ขอบใจ"
เขาสวมชุดเทา มัดเชือกเอวเอง ผ้าหยาบแต่แห้ง หลันจูหันหลังให้ตลอด ปากไม่หัน
"ท่านสั่งให้ข้าพาเจ้าดูวัง อย่าหลง อย่าปีนขอบน้ำ อย่าพูดคำแปลกดังๆ"
"คำไหนแปลก"
"เกือบทุกคำที่เจ้าพูดเมื่อเช้า"
ทั้งคู่ออกจากข้างตำหนักจันทร์ขาว
วังลอยไม่เหมือนกองถ่ายบางนาเลย หลังคางอนลอยเหนือหมอก ระเบียงไม้ต่อกันเป็นทางเหนือน้ำ ทะเลสาบบัวกว้างจนขอบฟ้าเบลอ กลางวันกลีบบัวหุบแสง เหลือสีเงินซีดโคลงตามคลื่น
หลันจูชี้ไปเรื่อย ปากไม่หยุด
"ตำหนักจันทร์ขาว ศิษย์ทั่วไปห้ามเข้า ศาลาโน้นชงชา ห้ามฝึกดาบ ครัวหลังสะพานโค้ง อย่าไปยืนขอบสระคนเดียว"
"สระเมื่อคืนหรือ"
"สระจันทร์" นางลดเสียง "ที่ท่านใช้ปิดด่าน ข้าไม่รู้อะไรมาก รู้แค่ว่าฟ้าผ่าผิดฤดู และท่านขึ้นจากน้ำมาพร้อมเจ้า"
ธีร์พยัก เก็บคำนั้นไว้ ไม่ถามต่อดังๆ
เขาเดินทั้งบ่าย จนฝ่าเท้ารู้จักเสียงไม้ลอย ผ่านศาลาที่ขยับตามคลื่น ผ่านห้องชงที่กลิ่นใบชาลอยจาง ระหว่างทางมือเขาลูบกระเป๋าว่าง มือถือทิ้งไว้ที่ห้อง แบตเหลือไม่ถึงครึ่ง ไม่มีสัญญาณให้ถึงนนทบุรี
ศิษย์ผ่านไปมา มองผมสั้นของเขา แล้วเบนสายตาเมื่อหลันจูยิ้มหวานเกินไป
พระอาทิตย์ตก โคมตามสะพานติดทีละดวง
ดอกบัวใต้น้ำเริ่มเรืองสีเงินม่วง
หลันจูแวะห้องชง ถือถาดออกมา ถ้วยสองใบสั่นตามฝีเท้า นางนำเขาขึ้นสะพานไม้โค้ง ลมเย็นพัดชายชุดเทา
"ขอดูของแป๊บ" ธีร์ล้วงไฟแช็กพลาสติกใบเล็กที่รอดมากับเขาจากบางนา
"นั่นอะไร"
"ไฟ" เขาดีดฝา หัวแม่มือหมุนล้อเหล็ก
เปลวส้มผุดกลางลมจันทร์ ดังผ่ะนิดเดียว
หลันจูกรี๊ด
ถาดเอียง ถ้วยกระทบกันกริ๋ง นางถอยจนสันสะพานชนเอว ตากลม
"อาคม! เจ้าจุดไฟโดยไม่มีหิน ไม่มีไม้ ไม่มีแม้ค่ายกล!"
"ไฟแช็ก" ธีร์หัวเราะ ปิดฝา เปลวดับ "กดแล้วติด คนเมืองผมใช้จุดเตา ไม่ใช่อาคม"
"เมืองไหนมีไฟอยู่ในฝ่ามือ"
"กรุงเทพฯ" เขาเก็บบรรจุลงกระเป๋าชุดเทา มันเกือบไม่เข้า "ถ้าเป็นอาคมจริง ผมจุดทางกลับบ้านไปแล้วนาน"
หลันจูยังหายใจไม่เข้าจังหวะ ชาหกเป็นจุดบนถาด
"อย่าจุดอีกใกล้ข้า หัวใจข้าตกน้ำไปครึ่งดวง"
เชิงสะพานมีเสียงกระซิบ ตามโคมที่เพิ่งติด
ศิษย์สามคนเดินผ่าน มองขึ้นมาที่ผมสั้นกับชุดเท่ายืม
"เห็นไหม คนนั้น"
"ผมสั้น หน้าตาประหลาด" อีกคนกระซิบไม่เบา "ท่านจ้าวสำนักรับศิษย์แบบนี้ได้อย่างไร"
"ได้ยินว่าเรียกมาเอง เป็นศิษย์รับใช้"
"ดูไม่ใช่คนแดนนี้เลย"
ธีร์ได้ยินชัด
เขาไม่หันไปแก้ แค่หมุนไฟแช็กในกระเป๋า เปลวดับแล้ว แต่ปากคนยังร้อน
หลันจูทำหน้าบูดใส่พวกนั้น จนพวกนั้นรีบก้มหัวเดินหนี กระบี่ไม้กระทบกันดังแปะ
"ในวังนี้" นางกระซิบ "ปากยาวกว่ากระบี่อีกเจ้าค่ะ"
ธีร์มองดอกบัวเรืองใต้สะพาน แล้วยิ้มให้ไฟที่ไม่มีใครเชื่อ
"ชินแล้วครับ ที่เก่าผมก็หน้าตาไม่เข้าฉากเหมือนกัน"
เชิงสะพานยังไม่ทันมืดสนิท มีคนยืนรอใต้โคมดวงแรก
ไม่ใช่ศิษย์ที่กระซิบเมื่อครู่ เป็นหญิงชุดขาวทับคลุมแดงเข้ม ลายบัวทองวับตามขอบไฟ พู่ที่เม็ดมงกุฎขยับนิดเดียวเมื่อลมผ่าน ดาบด้ามทองคาดเอวสนิท
เสวียนอิง
หลันจูรีบก้ม ถาดชาเอียง
"ท่านรองจ้าวสำนัก"
"พอแล้ว" เสียงนางเย็น สุภาพจนเกินไป "ข้าจะคุยกับศิษย์รับใช้สักครู่ เจ้ากลับไปก่อน"
หลันจูเหลือบมาที่ธีร์ ปากขมุบว่าอย่าพูดมาก แล้วถอยลงสะพาน ริบบิ้นเขียวหายในเงาทางเดิน
เสวียนอิงยิ้ม
มุมปากยก ตาไม่ยกตาม เส้นแดงที่หางตายังคมเหมือนไม่เคยอ่อน
"ตามข้ามา"
ห้องที่นางพาไปไม่ใหญ่ โคมสองดวง ระเบียงเปิดสู่ทะเลสาบ แต่บานกระดาษปิดครึ่ง เสียงวังถูกตัดไว้ข้างนอก นางไม่เชิญให้นั่ง
"เข้ามาใกล้"
ธีร์ยืนห่างหนึ่งก้าว ชุดเท่ายืมยังมีกลิ่นชาหก
"ใกล้กว่านี้หรือครับ เดี๋ยวคนเล่าว่าศิษย์รับใช้เดินดึก"
"บานปิดแล้ว" นางมองจากหัวจรดเชือกแดงที่คอ "ข้าถาม ไม่ได้เรียกเจ้ามาเล่าเรื่อง"
สายตาค้างที่จี้
หยกขาวนวลรูปจันทร์เสี้ยวยกขึ้นลงตามลมหายใจเขา เชือกแดงซีดเพราะน้ำสระ
"ของที่คอเจ้า" เสวียนอิงพูดช้า "ได้มาจากไหน"
ธีร์ไม่ยกมือไปแตะ
คำโกหกต้องสั้น คำยาวจะสะดุด
"ซื้อมาครับ จากตลาดนัด"
คิ้วบางขมวด
"ตลาด...นัด"
"แผงของเก่า" เขาหาคำที่นางน่าจะจับได้ "คนวางผ้าบนพื้น ขายหยก ขายเชือก ขายของที่คนทิ้ง ผมให้เงิน เขาให้จี้ อันนี้ไม่แพงด้วยซ้ำ"
เสวียนอิงยิ้มอีกครั้ง
งาม เรียบ ตาไม่ร่วม
"แผงผ้าบนพื้น" นางทวน "ขายหยกจันทร์เสี้ยวเนื้อนี้ ได้หรือ"
"ได้ครับ ถ้าคนขายไม่รู้ว่าขายอะไร"
"เจ้าล่ะ" เสียงเบาลง "รู้หรือไม่ว่าแขวนอะไร"
หัวใจเขาเตะหนึ่งจังหวะ
ถ้าเล่าว่าใครให้มา เรื่องจะยาวไปถึงที่ที่นางไม่ควรรู้
"รู้แค่ว่ามันสวย" เขายักไหล่ "ใส่แล้วลืมถอด"
นางก้าวเข้ามา กลิ่นเครื่องหอมจางปนโลหะดาบ นิ้วเรียวยกจะแตะเชือก หยุดค้างเหนือหยกหนึ่งนิ้ว ไม่แตะ
"ศิษย์รับใช้ของท่านจ้าวสำนัก ไม่ควรแขวนของที่ไม่รู้ที่มา" นางว่า "ถ้ามีคนถามอีก อย่าตอบว่าแผงผ้า"
"แล้วให้ตอบว่าอะไร"
"ตอบว่าเป็นของท่าน" ยิ้มยังอยู่ ตาไม่อยู่ "คนจะได้ไม่ถามต่อ"
ธีร์มองตาคู่นั้นตรงๆ
"ถ้าเป็นของท่าน ทำไมคุณถึงสนใจ"
เสวียนอิงหัวเราะในลำคอ สั้นมาก
"เพราะข้าเป็นรองจ้าวสำนัก ของแปลกในวังนี้ ข้าต้องเห็นก่อนคนอื่น"
นางลดมือ
"ไปได้ อย่าเล่าว่าข้าเรียก หลันจูปากยาว"
บานกระดาษเปิด ลมบัวพัดเข้า ยิ้มนางค้างเมื่อเขาเดินออก แต่ตาคมไล่เชือกแดงจนบานปิด
ธีร์ยืนที่เฉลียง ฝ่ามือชื้น
โกหกไปแล้วคำหนึ่ง คนที่ได้ยินไม่เชื่อแม้แต่พยักหน้า
คืนต่อจากนั้นอีกสามคืน กฎสามข้อแน่นกว่าเชือกเอว
นางให้เขาไปตำหนักจันทร์ขาวตอนวังหลับ หลังชิดอก มีผ้าไหมบางกั้นหนึ่งชั้น มือเขาวางบนผ้าปู ไม่มอง ไม่ขยับ น้ำแข็งละลายก่อนฟ้าสาง นางลุกไปก่อน ไม่มีใครเตะใคร
คืนถัดมาผ้ากั้นยังอยู่ แต่ความเย็นกลับเร็วขึ้น พอหลังนางห่างเพียงคืบ วงใสก็จับข้อมือในชั่วลมหายใจ
คืนที่ห้า นางไม่ส่งคนมาเรียก
นางมาเอง
ประตูห้องเขาถูกดันตอนโคมเกือบหมดน้ำมัน ไม่มีสามเคาะสั้น ไม่มีหนึ่งเคาะยาว มีแต่บานไม้ และลมหนาวที่ไม่ได้มาจากทะเลสาบ
เย่วฉานยืนที่วงกบ ชุดนอนผ้าไหมขาวเงินเปียกเป็นจุดที่ชายแขน ผมดำสยาย น้ำแข็งเกาะขนตาหนาจนแสงจันทร์แตกกระจาย ปลายนิ้วขาวจัด
"ธีร์"
ครั้งนี้ชื่อเขาไม่เพี้ยน
"เข้ามา" เขาลุกจากเตียง ชุดเทายังอยู่ เพราะไม่คิดว่าคืนนี้จะถูกสั่งถอด "คุณสั่นทั้งตัว"
"อย่าพูดมาก" นางก้าวเข้า ดึงกลอนเองด้วยมือที่แข็ง "พิษหนักกว่าทุกคืน ผ้ากั้นไม่พอ"
"ตำหนักคุณล่ะ"
"ไกล" เสียงแตกนิดหนึ่ง แล้วเก็บ "คืนนี้ถ้าข้าอยู่ลำพัง น้ำแข็งจะกินลึกกว่ามือ"
เขาปิดม่านบาง ให้บัวเรืองอยู่นอกผ้า
"จะให้ผมทำอะไร"
นางหันหลังให้เตียง นิ้วเย็นดึงเชือกชุดชั้นใน ผ้าไหมหลุดจากไหล่ทีละข้าง กองที่เอว ไม่พ้นสะโพก หลังเปลือยในแสงโคมสลัว กระดูกสะบักขยับตามลมหายใจสั้น ผิวซีดจนเส้นเย็นจางใต้ผิว
"ถอดเสื้อ" นางไม่หัน "นั่งลง ข้าจะชิดเอง"
ธีร์ถอดชุดเทา เหลือผ้าชั้นในสีเข้มที่โลกนี้ไม่มีชื่อ เขาขึ้นเตียง นั่งพิงหัวเตียงต่ำ อกเปล่า หัวใจดังผิดจังหวะ
"ผมนับให้" เขาบอก "คุณนั่งเมื่อพร้อม ไม่พร้อมก็บอก ผมไม่จับก่อนคุณอนุญาต"
"หนึ่งก็พอ"
นางถอยมานั่งระหว่างเข่าเขา
หลังแนบอก
ความเย็นพุ่งเข้าผิวทันที ราวกับกอดก้อนน้ำแข็งที่ยังหายใจ ขนลุกตั้งแต่หน้าอกถึงท้อง เขากัดฟัน ไม่ขยับมือ
กลิ่นผ้าไหมเปียก กลิ่นน้ำสระจาง และกลิ่นตัวนางที่เย็นจนเกือบไม่มี
"กฎยังอยู่" นางกระซิบ สั่น "ห้ามมอง ห้ามจับ ห้ามคิด"
"ผมหลับตา" เขาทำจริง เปลือกตาปิดสนิท "แต่คุณแข็งจนมือว่างไม่ไหว จะให้ผมอยู่ตรงไหน"
นางเงียบครู่ ลมหายใจออกมาเป็นไอขาวของนางเอง
"ท้อง" เสียงต่ำ "ถามให้ชัด ข้าจะได้ไม่ผิดคำสาบานคนเดียว"
ธีร์กลืนน้ำลาย อกเขาชิดหลังนางจนรู้ว่านางไม่ได้ลุกหนี
"ขอวางมือบนท้องคุณ ได้ไหม"
"ได้"
คำนั้นสั้น ชัด ไม่มีน้ำแข็งกลบ
ฝ่ามือเขาทาบลงใต้ซี่โครง เย็นจัดจนแสบ เขาไม่ลูบ แค่ทาบ ความร้อนจากอกถ่ายมาทางแขน ช้าๆ
ใต้ฝ่ามือมีอะไรขยับ
ไม่ใช่กล้ามเนื้อที่นางเกร็ง แสงเงินม่วงจางผุดจากรอยสัมผัส ไหลเป็นเส้นบาง เหมือนกลีบบัวใต้น้ำถูกจุดจากด้านใน มันไม่ไปที่โคม มันมุดเข้าผิวท้องนาง วนหนึ่งวง แล้วสว่างขึ้นนิด
นางสะดุ้งทั้งตัว
"นั่น..." เสียงแหบ "ปราณข้า มันยอมรับความร้อนเจ้า"
"เจ็บไหม"
"ไม่เจ็บ" นางหุบปาก แล้วจำต้องเปิด "มันร้อน ลึกกว่าผิว"
น้ำแข็งที่เอวเริ่มละลาย หยดไหลลงขอบผ้าที่กองอยู่ หลังนางอุ่นขึ้นทีละส่วนที่ชิดอกเขา เขาหลับตา แต่รู้ตำแหน่งหัวใจนางจากจังหวะที่กระทบกระดูกอกตัวเอง
เขตั้งใจไม่มอง
ความรู้สึกไม่ฟังกฎ
เอวนางเข้าวงแขนได้พอดี ทุกครั้งที่นางหายใจ หลังนุ่มถูกอกเขา ชายผ้าที่เอวขยับ บอกว่าอกด้านหน้ายกตาม โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์เห็น
แสงใต้ฝ่ามือเข้มขึ้น นางเอามือเย็นมาทับมือเขา
"อย่าขยับเอง"
"ไม่ขยับ"
นิ้วเรียวกดฝ่ามือเขาไว้ แล้วดันขึ้น
ช้า จนได้ยินผ้าไหมที่เอวครูดผิว นางนำมือเขาพ้นท้อง ข้ามชายโครง ขึ้นไปถึงใต้เนินอก หยุดตรงฐานนุ่มที่เริ่มไม่เย็นแล้ว ไม่คลุมทั้งหมด
"คุณกดเอง" เขาพูด เสียงต่ำกว่าที่ตั้งใจ "ผมไม่คว้า"
"ข้ารู้" เสียงนางแตก "อย่าพูด"
น้ำหนักอกวางบนขอบฝ่ามือ ผิวเรียบ อุ่นขึ้นทุกที หัวนมยังไม่ถึงมือ แต่ความร้อนจากนิ้วเขาทำให้มันตั้ง เขารู้จากเสียงลมหายใจที่สะดุด ไม่ใช่จากสายตา
แสงเงินม่วงไหลตามข้อมือ ลอดขึ้นไปใต้ส่วนที่ผ้าไม่ปกแล้ว วูบสว่างจนเขาเห็นสีผ่านเปลือกตา
นางคราง
เสียงเล็ก หลุดจากคอโดยไม่ได้สั่ง สั้น กลม ชื้น ไม่ใช่เสียงเจ็บ ไม่ใช่เสียงเย็นที่เขาเคยได้ยินทั้งสี่คืน มันทำให้ห้องเงียบกริบหลังจากนั้น
ธีร์แข็งในผ้าชั้นในทันที
เลือดลงท้องน้อยรวดเดียว ผ้าขึงจนเจ็บนิด ส่วนที่แข็งดันขึ้นแนบหลังนาง ต่ำกว่าเอวที่ผ้าของนางกองพ้น ตรงผิวที่ไม่มีไหมกั้น
นางนิ่ง
รู้แน่ เพราะหลังเกร็ง และก้นนุ่มขยับหนีครึ่งนิ้ว แล้วหนีไม่พ้น นั่งระหว่างเข่าเขาอยู่
"เจ้า..."
"ผมไม่ตั้งใจ" ตาหลับสนิท มือหยุดใต้อก ไม่บีบ ไม่ยกต่อ "ข้อสามผมผิดแล้ว ถ้าคุณจะลุก ลุกได้เดี๋ยวนี้ ผมไม่ตาม"
นางไม่ลุก
พิษยังกัดปลายนิ้วที่ไม่ได้ชิดเขา แสงที่ท้องหม่ลงนิดเมื่อมือเขาคิดจะถอน นางหายใจสั่น แล้วเอื้อมมือไปข้างหลังเอง
ฝ่ามือเย็นคลำผ่านผ้า ไม่ชักผ้าลง นิ้วหุบรอบส่วนที่แข็ง เป็นจับครั้งแรกของคนที่ไม่เคยจับชายใด แน่นไป เพราะไม่รู้แรง ร้อนจนปลายนิ้วที่เมื่อครู่ยังเป็นน้ำแข็งเริ่มสั่นคนละแบบ
ธีร์สูดหายใจขาด
ชีพจรเขาเต้นใส่ฝ่ามือนาง รูปของเขาชัดผ่านผ้า ตุง ดันกลับเข้าวงนิ้วโดยที่เขาไม่ได้ดันเอว
นางสะดุ้งกับมือตัวเอง
ราวคำสาบานเพิ่งตบกลับที่ข้อนิ้ว นิ้วแบออกทันที ถอยเหมือนโดนไฟ ทั้งที่ไฟนั้นคือเขา
"หยุด"
"หยุดแล้ว"
เขาดึงมือลงจากใต้อก กลับมาวางนิ่งที่ท้องจุดที่นางอนุญาตไว้เท่านั้น ไม่ลูบต่อ แสงเงินม่วงกระตุกแล้วค้างเป็นวงจาง
ทั้งคู่หายใจดังในห้องเล็ก หลังนางยังต้องชิดอก ไม่งั้นพิษจะกลับ แต่ที่ต่ำกว่าเอวไม่มีใครขยับหาอีก
น้ำเสียงนางเย็นลงได้ครึ่งหนึ่ง หูยังร้อนจนเขารู้โดยไม่ลืมตา
"กฎข้อสาม เจ้าผิดแล้ว"
ธีร์ตอบทัน เสียงแห้ง
"คุณก็ผิดข้อสอง"
คำผิดข้อสองไม่มีใครเก็บออกจากห้อง
เย่วฉานไม่ตอบ ลุกเมื่อน้ำแข็งที่นิ้วละลายหมด ดึงผ้าไหมขึ้นคลุมไหล่ แล้วเดินออกโดยไม่หัน กลอนดังแผ่ว ธีร์ลืมตาในที่ว่างที่ยังเย็นตรงอก
สองวันต่อมาไม่มีใครพูดถึงคืนที่ห้า
นางมาเมื่อวังหลับ หลังชิด ผ้ากั้นหนึ่งชั้น มือเขาอยู่บนผ้า ปากหุบ พิษยังกินปลายนิ้วถ้านางห่าง แต่ยังยอมละลายถ้านิ่งพอ
วันที่เจ็ดนางจากไปก่อนฟ้าสาง ทิ้งคำไว้กับวงกบ
"คืนนี้มาให้ตรง ห่างกว่านี้ น้ำแข็งจะถึงหัวใจ"
"กลางวันได้ไหม" เขาถามบานที่กำลังปิด
"อย่าทดลอง" เสียงนางบางลง "เจ้าไม่มีรากให้ตายเล่น"
ประตูชน
ธีร์นั่งฟังผ้าไหมห่างไปตามระเบียง หัวใจยังจำน้ำหนักมือเย็นได้ ทั้งที่มือนั้นถอนไปแล้ว เขาอยากรู้ว่ารอยที่ฟ้าฉีกไว้ยังอ้าอยู่ตรงไหน อยากรู้ก่อนอีกคืนจะมา ก่อนคำว่าบ้านจะทวนจากปากไม่ขึ้น
ทั้งวันเขาเดินตามหลันจูส่งน้ำชา
ยิ้มน้อยเมื่อมีคนมอง แล้วก้มหน้าต่อ ไม่ชวนใครเข้าใกล้ ไม่พูดดัง
พระอาทิตย์เอียง นางถูกเรียกไปครัวหลังสะพานโค้ง หันมากำชับก่อนไป
"อย่าออกจากห้อง"
"ได้"
"โดยเฉพาะสระจันทร์" นางลดเสียง "ที่ท่านใช้ปิดด่าน ต้องห้าม ตกน้ำอีกครั้งไม่มีใครลากเจ้าขึ้น"
"ผมไม่ได้ตั้งใจตกครั้งแรก"
"ครั้งที่สองก็อย่าตั้งใจ" นางชี้ด้วยก้นถาด "ข้าพูดแล้ว"
ริบบิ้นเขียวเลี้ยวหายหลังศาลา
ธีร์ยืนนับลมหายใจสามครั้ง แบบคนที่เคยรอสัญญาณให้กระโดด แล้วเดินสวนคำสั่ง
ทางหลังตำหนักจันทร์ขาวไม่มีศิษย์ ไม้ลอยครางใต้เท้า หมอกขึ้นจากน้ำก่อนโคมดวงแรกจะติด กลีบบัวกลางวันหุบสนิท แต่ใต้ผิวน้ำ เส้นเงินม่วงเริ่มตื่นตามก้าน เป็นวงรอบแอ่งที่มืดกว่าที่อื่น
สระจันทร์
ขอบหินเรียบ น้ำนิ่งจนเห็นหน้าเขาวูบหนึ่ง ตาคนที่ไม่ควรยืนที่นี่ คืนแรกเขาถล่มลงมาตรงจุดมืดนั้น พร้อมสายฟ้า และผู้หญิงที่เกือบไม่หายใจ ถ้ารอยแยกยังอยู่ มันต้องอยู่ก้นสระ ไม่ใช่บนสะพานที่คนเดินทั้งวัน
เขาถอดชุดเท่าวางใต้พุ่มเตี้ย ลมเย็นกัดไหล่
"ห้ามปีนขอบ" เขาบ่นกับน้ำ "ไม่ได้ห้ามลงไปดู"
ไม่มีเชือก ไม่มีคนนับให้ มีแต่ปอดที่สูดจนซี่โครงตึง เท้าผลักขอบหิน
น้ำเย็นปิดหูทั้งสองข้าง
ใต้น้ำ วังหายไป
เหลือฟองหนีขึ้นจากริมฝีปาก และก้านบัวเรืองเงินม่วงโค้งเป็นซุ้มรอบตัว เขาถีบลง แขนปาด ตาแสบแต่ยังเห็น ลึกกว่าสระที่เคยร่วงในกองถ่ายตั้งเยอะ น้ำรสโลหะจางปนกลิ่นดอกที่บานใต้ผิว
เขามองหาแผลของฟ้า
รอยขาดของโลก แสงแปลก รูที่มองขึ้นไปแล้วไม่ใช่ท้องฟ้านี้
ไม่มี
เหนือศีรษะมีแต่กลีบหุบกับแสงเงินม่วงไหวตามคลื่นเล็กๆ กลางแอ่งมืด ทรายถูกกดเป็นหลุมตื้น มือเขาคลำไปตามก้น หาขอบแยก หารอยฉีก ไม่มีแม้ร่องให้สอดนิ้ว มีแต่ความเย็นที่ไม่ได้เปิดทางกลับ
แล้ววงหินก็เข้าตา
แปดก้อน เรียงประจันกันรอบหลุม แต่ละก้อนกว้างประมาณหัวคน ผิวสลักเป็นเส้นโค้งต่อกัน ถ้ามองจากข้างบนคงเป็นกลีบบัวทั้งดอก แสงจากก้านบัวไล้ให้รอยสลักดูเหมือนยังหายใจ ทั้งที่มันไม่ได้เรืองเอง
เขาวนนับอีกรอบ ปากขยับไม่มีเสียง
หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
หกไม่ครบก้อน
ท่อนหนึ่งปักทราย อีกท่อนล้มเอียงเข้าหาหลุม เขาคิดแรกๆ ว่าตัวเองกระแทกมันแตกตอนร่วง คืนนั้นเขาดิ้น คว้าคน จม โผล่ ไม่มีทางจำได้ว่าเท้าไปโดนอะไร
แต่รอยนี้ไม่ใช่รอยกระแทก
ไม่มีเสี้ยน ไม่มีเศษร่วงให้ฝุ่นน้ำขุ่น ไม่มีหลุมบุบจากอกคนหรือจากฟ้า สองท่อนประกบกันได้สนิทในหัวเขา เส้นสลักขาดกลางเส้น เรียบกริบเหมือนมีคนวางกระบี่แล้วกดผ่านทั้งก้อนในครั้งเดียว
ปอดเริ่มบีบ เขายังไม่ยอมขึ้น
ฟ้าผ่าผิดฤดูไม่ได้ผ่าหินให้เรียบขนาดนี้ ร่างที่ร่วงลงมาก็ไม่คมพอจะผ่านหินโดยไม่บิ่น งั้นค่ายกลนี้ตายก่อนที่อกเขาจะแตะน้ำ หรืออย่างช้าก็ตายในคืนเดียวกัน โดยมือที่มีอาวุธ
ไม่ใช่มือเขา
เขาเอื้อมหยิบท่อนที่ล้ม อยากเห็นให้ชัวร์ว่าโลกนี้พังเพราะคนตกคนเดียวหรือไม่
หินหนักกว่าที่ตาเห็น ขอบตัดเย็นแสบฝ่ามือ ฟองพุเป็นสายเมื่อเขาดึงมันเข้ามาใกล้หน้า
ใกล้แล้ว ยิ่งไม่เหลือที่ให้โทษตัวเอง
ผิวรอยตัดเรียบจนแสงเงินม่วงไหลข้ามไม่สะดุด ไม่มีรอยไหม้ ไม่มีคราบที่บอกชื่อคนลงมือ มีแต่ความตั้งใจ และเงาหน้าตกใจที่สะท้อนบนหินเปียก ตากว้าง ฟองค้างที่มุมปาก
เขากลืนความเจ็บในอก แล้วกระซิบใส่ก้อนหิน คำแตกเป็นฟอง
"มีคนตัดก่อน"
หลุมกลางวงนิ่ง ไม่มีประตูให้ปีนกลับ ไม่มีเสียงแม่น้ำที่ตาเคยเก็บจี้ได้มา มีแต่ค่ายกลที่ถูกทำให้ใบ้ แล้วทิ้งเขาไว้ฝั่งนี้ กับผู้หญิงที่น้ำแข็งจะถึงหัวใจถ้าเขาขึ้นช้า
เขายังกำท่อนหินไว้ หันหารอยมือ หารอยชื่อ
ไม่มี
แล้วเสียงก็ทะลุผิวน้ำลงมาจากขอบสระ
ไม่ใช่หลันจู ไม่ใช่เย่วฉาน เย็น สุภาพ คมจนขนท้ายทอยลุกทั้งที่เขาอยู่ใต้น้ำ
เสวียนอิง
"ศิษย์รับใช้ลงไปทำอะไรในสระต้องห้าม"
แชทกับตัวละคร
คุยตัวต่อตัวกับคนในนิยาย แล้วลองล้วงความลับที่เรื่องยังไม่ได้บอก







