ตกลงมาในสระจันทร์
สตันต์แมนตกจากสลิงกลางพายุฟ้าผ่า ลืมตาอีกทีอยู่ในสระศักดิ์สิทธิ์กับเซียนหญิงเปลือยกายที่ไม่เคยให้ชายใดแตะต้องมาพันปี เขาทำสิ่งเดียวที่รู้... ผายปอด


สายฝนสาดใส่หน้าธีร์จนลืมตาไม่ขึ้น ลมหวีดผ่านชุดสตันต์สีดำที่เปียกชุ่ม ร่างกายเขาแขวนอยู่บนกิ่งลวดสิบเมตรเหนือหลังคาพระราชวังจีนปลอม กลางกองถ่ายย่านบางนา
ฟ้าคำรามอีกครั้ง แสงไฟชุดกระพริบวูบ
"เทคสุดท้าย!" ผู้กำกับตะโกนผ่านเครื่องขยายเสียง ทั้งที่ฝนยังกระหน่ำไม่ยอมหยุด "ธีร์ พร้อมยัง!"
"พร้อมครับ!" เขาตะโกนกลับลงไป เสียงแหบเพราะลม
มือหนึ่งกำจี้หยกจันทร์เสี้ยวที่คอไว้แน่นตามนิสัย หยกเย็นเฉียบตัดกับความร้อนของผิวที่เพิ่งวิ่งซ้อมมาทั้งคืน
ด้านล่าง ทีมงานวิ่งกันโกลาหลใต้ผ้าใบ กล้องเครนหมุนช้าๆ ไฟสปอตไลต์สาดขึ้นมาเป็นลำ ตัดผ่านม่านฝนเป็นเส้นสีขาว
"ลมแรงมากนะครับ!" ช่างสลิงตะโกนจากขอบหลังคา "เครนสั่น!"
"เอาอีกเทคเดียว!" ผู้กำกับไม่ยอมลดเสียง "พายุแบบนี้ได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงินทำซีจี!"
ธีร์หัวเราะแห้งๆ ในลำคอ
ได้ฟรีของใครกันแน่ เขาคิด ของคนที่แขวนอยู่บนฟ้า หรือของคนที่ยืนอยู่ใต้ผ้าใบ
ชุดเซียนสีดำแนบตัว แขนเสื้อขาดรุ่ยจากฉากต่อสู้เมื่อบ่าย เข็มขัดหนังรัดเอวแน่นจนหายใจไม่เต็มปอด น้ำฝนไหลเข้าคอเสื้อด้านในที่แหวกไว้
เขามองลงไปอีกครั้ง
เมืองบางนากระพริบอยู่ไกลๆ ใต้ขอบฟ้าที่มีแต่เมฆดำ ไฟถนนเป็นจุดเล็กๆ เบลอเพราะฝน
แม่คงนอนแล้วที่นนทบุรี เขาคิด วันนี้ไม่ได้โทร
มือที่กำจี้หยกคลายออกนิดหนึ่ง ปล่อยให้จันทร์เสี้ยวสีขาวนวลแกว่งไปมากับเชือกแดง แม่บอกว่าเป็นของตกทอด ที่ตาเก็บได้จากแม่น้ำตอนยังหนุ่ม
เขาไม่เคยเชื่อเรื่องแบบนั้นจริงจัง แต่คืนนี้หยกเย็นผิดปกติ จนนิ้วชา
"ธีร์!" เสียงผู้กำกับดังขึ้นอีก "นับสามแล้วกระโดด! อย่าลืมเปิดแขน!"
"รู้แล้วครับ!"
เขาเอื้อมมือลงไปคลำกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง มือถือยังอยู่ หน้าจอสว่างวูบผ่านผ้าเปียก แบตเหลือสามสิบแปดเปอร์เซ็นต์
พอสำหรับโทรหาแม่หลังเลิกกอง เขาบอกตัวเอง แค่เทคนี้จบ
ฟ้าผ่าลงไกลออกไป แสงขาวแลบผ่านขอบเมฆ เสียงตามมาช้ากว่าหนึ่งจังหวะ สั่นสะเทือนถึงโครงเครน
ลวดที่รั้งตัวเขาสั่นฟึดฟัด
"เฮ้!" เขาตะโกนลงไป "เครนมันโยกนะเว้ย!"
"ไหวอยู่!" ช่างสลิงตะโกนกลับ "ล็อกไว้แล้ว!"
ธีร์ไม่ค่อยเชื่อ
เขาเคยตกจากที่สูงมาแล้วในกองนี้ สองครั้ง ครั้งหนึ่งข้อมือเคล็ด ครั้งหนึ่งหัวเข่าบวมสามวัน แต่ไม่เคยเจอฟ้าแบบนี้
ฝนสาดเปลี่ยนทิศ กระแทกเข้าตาจนแสบ เขกระพริบตาแรงๆ น้ำลายขมเพราะกลืนน้ำฝนเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ
"สาม!"
เสียงนับดังก้อง
เขากระชับมือที่จี้หยกอีกครั้ง แล้วปล่อย ยกแขนทั้งสองข้างออกตามมาร์ก
"สอง!"
ลมหมุนขึ้นมาจากด้านล่าง พัดชายชุดสตันต์ปลิวติดหน้า กลิ่นฝนปนกลิ่นสายไฟร้อนลอยขึ้นมาถึง
หัวใจเขาเต้นแรงผิดจังหวะ
ไม่ใช่กลัวความสูง เขาคิด เขากลัวความสูงมาตั้งแต่เด็กแล้ว และเอาชนะมันด้วยการปีนขึ้นไปทุกครั้ง
สิ่งที่เขากลัวคืนนี้คือเสียงฟ้า ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ โดยไม่มีจังหวะ
"หนึ่ง—!"
แสงขาวนั้นมาก่อนเสียง
ไม่ใช่แสบตาธรรมดา มันกลืนทุกอย่างในพริบตาเดียว หลังคาปลอม ไฟสปอตไลต์ กล้องเครนด้านล่าง แม้แต่ฝนที่กำลังตก
ธีร์ไม่ได้ยินเสียงตัวเองกรีดร้อง
เขารู้สึกแค่แรงกระชากที่เอว เมื่อลวดสลิงขาด และความร้อนแลบผ่านข้างหู
แล้วทุกอย่างก็เงียบ
ไม่ใช่เงียบแบบหูอื้อหลังฟ้าผ่า
มันเป็นความเงียบที่ไม่มีอากาศ ไม่มีลม ไม่มีเสียงหัวใจตัวเอง
ร่างกายร่วงลงโดยไม่มีแรงต้าน เหมือนโลกทั้งใบถูกดึงออกจากใต้เท้า ท้องไส้ลอย แขนขาเบาจนน่ากลัว
เขากำจี้หยกไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว เชือกแดงกดลึกเข้าไปในฝ่ามือ
ไม่มีเสียงกรีดของลวด ไม่มีเสียงผู้กำกับตะโกน ไม่มีเสียงฝน
มีแค่ความมืดขาวที่หมุนไปรอบตัว และความเย็นที่ไม่ได้มาจากน้ำฝน
เย็นแบบไม่มีต้นทาง
ธีร์อ้าปากจะหายใจ แต่ไม่มีอะไรให้สูด
ปอดว่างเปล่า เสียงในหัวของเขาดังขึ้นคนเดียว คำเดียวที่ยังจำได้
แม่
แล้วพื้นก็มาถึง
ไม่ใช่หลังคา ไม่ใช่พื้นกองถ่าย
มันเป็นน้ำ
น้ำเย็นจัดกระแทกหลังและสีข้างเขาอย่างแรง จนลมที่เหลืออยู่ในตัวถูกผลักออกหมด ผิวหนังชาทันทีเหมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มพร้อมกัน
เขาจมลง
น้ำปิดเหนือศีรษะ หูอื้อด้วยแรงกระแทก ฟองอากาศพุ่งขึ้นรอบตัวเป็นสายสีเงิน
รอบๆ ตัวเขา ดอกบัวเรืองแสงสีเงินม่วงลอยอยู่เต็มสระ กลีบดอกสั่นไหวเมื่อคลื่นจากตัวเขากระทบ แสงของมันสาดผ่านน้ำขุ่นเป็นเส้นบางๆ
เย็น
เย็นจนฟันกระทบกัน ทั้งที่ยังอยู่ใต้น้ำ
ธีร์ควานมือขึ้นโดยสัญชาตญาณ นิ้วไปโดนกลีบบัวเรืองแสงกลีบหนึ่ง มันนุ่มและเย็นยิ่งกว่าน้ำ
แสงสีเงินม่วงวูบเข้าหาเขา แล้วมืดลงอีกครั้ง
ธีร์กระทุ้งศีรษะพ้นผิวน้ำ ปอดสูบอากาศเข้าไปอย่างหิวโหย
กลิ่นที่ติดมากับลมหายใจแรกไม่ใช่ฝนบางนา ไม่ใช่สายไฟร้อน และไม่ใช่ผ้าใบเปียกของกองถ่าย มันจืด เย็น และหวานจาง เหมือนดอกไม้ที่เขาเรียกชื่อไม่ถูก
หมอกลอยต่ำ
แสงจันทร์สาดเป็นทางเงินยาว และตรงกลางทางนั้นมีคนนั่งอยู่
เขาลืมกระพริบตา
หญิงสาวผมดำยาวถึงเอว นั่งนิ่งในน้ำ ตาปิด สันคิ้วเรียบราวไม่ได้ยินว่าโลกเพิ่งปริออกข้างหลัง
ผมเปียกแผ่คลุมบ่า แผ่นหลัง และทรวงอก ปิดเรือนร่างที่ไม่มีผ้าแม้เส้นด้ายไว้ได้เพียงเท่าที่เส้นผมจะพอยอม
ผิวรับจันทร์จนเกือบใส ระหว่างคิ้วมีรอยดอกบัวสีม่วงอ่อนเล็กจิ๋ว
ปิ่นเงินรูปจันทร์เสี้ยวปักเหนือขมับ โซ่เส้นเล็กสั่นเมื่อระลอกจากตัวเขากระทบถึง
รอบนางมีวงแสงสีเงินบางเหมือนกระจกตั้งค้างในอากาศ
วงนั้นร้าวแล้ว
รอยแตกวิ่งฉับจากขอบหนึ่งไปอีกขอบ พอดีกับคลื่นที่ร่างเขาซัดเข้าใส่
เศษแสงร่วงกราว ดับบนกลีบบัวเรืองสีเงินม่วง หมอกสะเทือนเป็นวง
ธีร์กลืนน้ำที่ยังค้างคอ เสียงออกมาแหบ
"เฮ้—"
นางไม่หัน
ฝ่ามือวางบนเข่าเรียบสงบ หลังตรง ราวสมาธิยังไม่ยอมให้ใครเข้าไป
แล้วริมฝีปากซีดนั้นก็กระตุก
เลือดพุ่งจากมุมปาก เป็นเส้นเข้มตัดแสงจันทร์
นางไอโดยแทบไม่มีเสียง ไหล่สั่นครั้งหนึ่ง แล้วอีกครั้ง
วงแสงแตกสะเก็ดสุดท้าย กระจายเป็นฝุ่นเงินแล้วมอดลงกับน้ำ
"เฮ้! ได้ยินไหม!"
ธีร์ว่ายเข้าไป แขนชาเพราะเย็นจัด ฟันกระทบกันจนคำไม่เป็นคำ
"ลืมตาสิ! คุณกำลังจะล้ม—"
นางไม่ได้ลืม
เลือดกระอักอีกคำ ปนน้ำเป็นวงคล้ำรอบคาง
ร่างที่นั่งตรงเริ่มเอียง
ช้าจนเขารู้สึกว่าหัวใจตัวเองวิ่งนำร่างนางไปไกล
นิ้วเรียวหลุดจากเข่า
ก่อนแผ่นหลังจะคว่ำลง ธีร์เห็นน้ำแข็งบางๆ จับที่โคนขนตา
คนนั่งอยู่ในน้ำใต้จันทร์ แต่ขนตากำลังเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
นางล้ม
ไม่มีเสียงกรีด ไม่มีแรงดิ้น ไม่มีแม้แต่คลื่นจากมือที่ควานหาอะไรสักอย่าง
ผมดำแผ่ออกกว้างเหมือนหมึก ปิ่นเงินกระแทกผิวน้ำดังกริ๊งสั้นๆ แล้วทั้งร่างจม
ธีร์ดำตามทันที
น้ำแสบตา แสงบัวสีเงินม่วงส่ายเป็นเส้นรอบตัว
นางจมดิ่ง แขนลอยคว่ำ ปากเผยอเล็กน้อย
ฟองสุดท้ายหลุดจากริมฝีปาก เม็ดใสเม็ดเดียว ลอยขึ้นแล้วแตก
ไม่มีฟองตามมาอีก
อกนิ่งสนิท
ไม่มีลมพุ่งจากจมูก ไม่มีแรงดันจากลำคอ ไม่มีอะไรที่เรียกว่าลมหายใจ
หยุดแล้ว
คำนั้นดังในหัวเขาชัดกว่าเสียงน้ำเสียอีก
เขารัดแขนรอบเอวนาง ผิวที่ถูกแขนเขาแตะเย็นจัดจนแสบ ไม่ใช่เย็นของคนเพิ่งตกน้ำ ไม่ใช่เย็นของคืนกองถ่าย
มันเย็นแบบหินที่แช่ไว้ทั้งคืน
"อยู่กับผม"
เขาพูดใต้น้ำ ทั้งที่คำกลายเป็นฟอง และนางไม่ได้ยิน
น้ำปิดหัวเขาอีกครั้งตอนนางลื่นจากวงแขน เขาคว้าข้อมือได้ก่อน ผมยาวพันท่อนแขนจนรั้ง
ดอกบัวเรืองแสงถูกศอกเบียดจนกลีบหุบ แสงวูบแล้วกลับมา ราวสระนี้ไม่พอใจคนแปลกหน้า
เขาไม่สนใจ
ปากผุดพ้นน้ำได้จังหวะหนึ่ง
"อีกนิด!"
ไม่มีใครตอบ นอกจากเสียงตัวเองกับน้ำที่กระฉอก
เขากระทืบขาขึ้น ลากน้ำหนักนั้นเข้าหาแสงจันทร์
ขอบสระเป็นหินเรียบ ลื่นด้วยน้ำและละอองจากดอกบัว
ธีร์ตะเกียกตะกายขึ้นก่อน เข่ากระแทกหินจนเสียวถึงกระดูก แต่เขาไม่หยุด
แล้วเขาดึงนางขึ้นมา
ผมดำติดแขน ติดข้อมือ ติดหน้าหิน
ร่างเปียกหนักกว่าที่ตาเห็น เขาใช้ไหล่รับ ใช้แรงที่เคยรับคนตกจากที่สูงมารับนาง
ครั้งหนึ่งเขารับเพื่อนร่วมกองที่เชือกหย่อนผิดจังหวะ
ครั้งนี้ไม่มีเชือก ไม่มีคนข้างล่างคอยตะโกนรับ
มีแค่เขา กับผู้หญิงที่กำลังจมอยู่ในความเย็นของตัวเอง
นางล้มลงบนหินขอบสระ หงาย
ตาปิด
ปากมีคราบเลือดจางที่น้ำยังล้างไม่หมด
เกล็ดน้ำแข็งเกาะขนตา ประกายเล็กใต้จันทร์
ธีร์ก้มฟังที่ปากและจมูก
หนึ่งลมหายใจของเขาผ่านไป
สอง
สาม
ไม่มีลมตอบ
เขาจับข้อมือนาง เย็น และนิ่ง ไม่มีจังหวะให้นิ้วที่สั่นของเขาจับได้
"บ้าไปแล้ว"
เสียงเขาก้องในความเงียบของสระ มีแต่ดอกบัวเรืองแสงไหวๆ ไม่มีใครวิ่งมาช่วย
ไม่มีผู้กำกับ ไม่มีคนนับหนึ่งให้ ไม่มีห้องพยาบาลท้ายกอง
กะที่ถูกบังคับให้เรียนทุกปีก่อนเข้าฉากน้ำ ย้อนกลับมาเป็นเสียงครูในหัว
อย่าเพิ่งกลัว ทำตามลำดับ คนที่ไม่หายใจ ไม่มีสิทธิ์รอให้คนช่วยมาเก่งกว่า
เขาสะบัดเส้นผมที่ปิดกลางอกนางออกเท่าที่มือจะกดได้
ฝ่ามือประกบกัน วางลงบนตำแหน่งที่เคยถูกทำเครื่องหมายไว้บนหุ่นฝึก
"ขอโทษนะ"
เขาพูดกับคนที่ไม่ได้ยิน เสียงสั่นแต่ไม่ยอมเบา
"ผมต้องกด คุณไม่มีลม ถ้าคุณตื่นขึ้นมาแล้วจะด่า ด่าได้เต็มที่"
แล้วเขากด
หนึ่ง สอง สาม
จังหวะจากไหล่ ไม่ใช่จากข้อมือ อย่างที่เคยถูกดุไว้ว่ากดสวยแต่ไม่มีแรง
ร่างนางยุบตามฝ่ามือ น้ำจากผมกระเซ็นใส่ข้อมือเขา
สี่ ห้า หก
"กลับมา"
เขากระซิบ ประโยคขาดเป็นท่อน
"กลับมาสิ ไม่มีใครตายต่อหน้าคนแปลกหน้าแบบนี้แล้วไม่รับผิดชอบ"
เจ็ด แปด เก้า สิบ
ความเย็นแลบออกจากผิวเนื้อนางเข้าฝ่ามือเขา จนนิ้วเริ่มชา
น้ำแข็งที่ขนตาไม่บางลง มันเหมือนจะหนาขึ้นอีกนิดระหว่างที่เขานับ
สิบห้า
ยี่สิบ
เขานับในใจต่อ เพราะปากเริ่มไม่ยอมทำงานตาม
ยี่สิบห้า
สามสิบ
แขนล้า แต่จังหวะไม่ยอมพัง
เมื่อครบสามสิบ เขายกมือ
ไม่มีอะไรเปลี่ยน
ปากยังเผยอ ตาปิด เกล็ดน้ำแข็งยังเกาะประกายอยู่เหมือนเยาะเขา
"อึดอีกนิด" เขาว่ากับตัวเอง "อึดอย่างวันที่แขวนจนเครนโยก"
ธีร์เช็ดฝ่ามือกับชุดดำที่เปียกจนไม่มีประโยชน์ แล้วเลื่อนขึ้นไปประคองศีรษะนาง
มือข้างหนึ่งรองท้ายทอย เอียงหน้าเล็กน้อย เปิดทางเดินหายใจ
อีกข้างบีบจมูกที่เย็นเหมือนหินขัด
เขาลังเลครึ่งจังหวะ
ไม่ใช่เพราะไม่รู้วิธี
เพราะริมฝีปากนางมีน้ำแข็งบางๆ และลมในปอดเขาอาจไม่พอสำหรับคนที่เย็นขนาดนี้
"หายใจตามผมนะ"
เขาพูดกับนาง กับตัวเอง กับสระที่ไม่มีใครตอบ
"แค่รับลม อย่าเพิ่งไปไหน"
แล้วเขาประกบปาก
ริมฝีปากนางเย็นจนเขาสะดุ้งในคอ แต่เขาไม่ถอย
เป่าลมเข้าไป ยาว มั่น ไม่แรงจนอกนางช้ำ
อกนางยกขึ้นตามลมที่ถูกส่งเข้าปอด แล้วยุบเมื่อเขาเผยอปากให้ลมเก่าออก
ในจังหวะนั้นเอง เขาเห็น
ลมจากปากเขาไม่ขาวอย่างไอในคืนหนาว
มันเป็นไอร้อนสีทองจางๆ บางเหมือนเส้นไหม
ไหลออกจากระหว่างริมฝีปากทั้งสอง ม้วนช้าๆ แล้วหายเข้าไปในปากนาง ไม่ปลิวหนีไปกับหมอก
ธีร์ตาค้าง
"อะไรของมันเนี่ย"
คำหลุดออกเอง ก่อนเขาจะกลืนมันทิ้งแล้วประกบปากอีกครั้ง
เป่าครั้งที่สอง
ไอทองผุดอุ่นกว่าเดิม จนริมฝีปากเขาที่ชาเริ่มรู้สึกความร้อนของตัวเอง
มันไหลตามลม เลือกแต่ร่างนาง ราวกับน้ำเย็นทั้งสระไม่มีสิทธิ์แตะมัน
ใต้ขนตา เกล็ดน้ำแข็งสั่น
หยดหนึ่งแตกจากปลายขนตา ละลายเป็นน้ำใส
ไหลลงขมับช้าๆ ใต้แสงจันทร์
เกล็ดที่เหลือตามไปทีละจุด ไม่แข็งอีกต่อไป
เป็นน้ำ
ธีร์ยังไม่ยกปากขึ้น ลมร้อนสีทองจางยังไหลเข้าไปไม่ขาดสาย
ตานางยังปิดสนิท
ตานางลืมขึ้นในจังหวะที่ปากเขายังประกบอยู่
ม่านตายาวสะท้อนจันทร์ สีเข้มเย็น แต่ตอนนี้กว้างจนแสงในนั้นสั่น เกล็ดน้ำแข็งที่ปลายขนตาละลายเป็นหยด ค้างอยู่ระหว่างขนกับโหนกแก้มเขา
ธีร์แข็งค้าง
ลมร้อนสีทองจางๆ ยังค้างระหว่างริมฝีปาก เส้นบางที่ไม่ปลิวหนีไปกับหมอก มันม้วนช้า แล้วไหลหายเข้ามุมปากนาง ราวร่างนี้เป็นที่เดียวที่มันยอมไป
หนึ่งลมหายใจ
ไม่มีใครขยับ
เขารู้สึกขนตานางกระทบผิวตัวเอง เย็น เปียก และมีชีวิต
หัวใจทุบจนแสบหู
นี่ไม่ใช่หุ่นฝึก เขาคิด คนคนนี้ลืมตาขณะเขากำลังเป่าลมเข้าปาก
"ผม—"
เขาเผยอปากออกนิดเดียว เสียงแหบ
"คุณหยุดหายใจ ผมแค่ช่วย คุณได้ยินไหม"
นางไม่ตอบ
พอริมฝีปากเขาหลุด ร่างบนหินสั่นขึ้นทั้งตัว
ไม่ใช่สั่นเพราะตกใจอย่างเดียว มันสั่นจากข้างใน ราวกระดูกกำลังกลายเป็นน้ำแข็ง
ไอขาวผุดจากไหล่เปลือย ทั้งที่หมอกรอบสระไม่ได้หนาขนาดนั้น ฟันกระทบกันเบาๆ แสงจันทร์สะท้อนบนผิวที่ซีดจนเกือบใส
มือเรียวที่ยกไม่ขึ้นเมื่อครู่ ขยับช้า คว้าชายเสื้อดำของเขา
นิ้วลื่นเพราะน้ำ เกร็งจนผ้ายับ
แล้วก็ดึง
แรงไม่มาก แต่ตรง และไม่ยอมให้ถอย
ปากนางชนปากเขาอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่จังหวะของคนเป็นลม เป็นจังหวะของคนที่กำลังจม และพบว่าที่เดียวที่ยังอุ่นคือลมหายใจตรงหน้า
ธีร์เอามือยันหินข้างศีรษะนาง แขนตึง ศอกสั่น
เขาถอยออกได้ครึ่งนิ้ว ทั้งที่นิ้วของนางยังกำเสื้อไว้
"เดี๋ยวก่อน"
เสียงต่ำจนแทบไม่เป็นคำ ปากยังชิดปาก
"คุณรู้ตัวไหม คุณหนาวจนสั่นทั้งตัว ผมกอดได้ไหม แค่ให้ความร้อน ถ้าไม่เอา ผมถอยเดี๋ยวนี้"
นางจ้องเขา
คำสมัยใหม่ไม่เข้าหูสักคำ แต่เสียงนั้นอุ่น และลมที่มากับเสียงอุ่นกว่าน้ำทั้งสระ
ในเสี้ยวที่ปากเขาห่าง น้ำแข็งเริ่มจับซอกเล็บนางอีกครั้ง
นางตัวสั่นแรงขึ้น ดึงเสื้อเขาลง
"อย่าถอย"
เสียงแหบ สั้น สง่าแม้จะแตก
"ข้า... หนาว"
ธีร์กลืนน้ำลายดังในหูตัวเอง
"ได้"
เขาตอบให้ชัด เพื่อให้แม้คนละภาษา ก็ยังมีคำรับอยู่ตรงนี้
"ผมอยู่ คุณดึงผมได้"
เขาก้มลง
ปากประกบอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่ใช่การเป่าลม
ริมฝีปากนางเย็นจนแสบ แต่ขยับรับ งุ่มง่าม ราวเพิ่งรู้ว่าปากคนใช้ทำอย่างอื่นนอกจากคาถาได้ นางไม่เปิดปากกว้าง นางแค่กดชิด หาความร้อน หายใจรดเขาเป็นช่วงสั้นๆ
ไอทองจางผุดระหว่างจูบ ละลายน้ำที่ค้างบนริมฝีปากนาง แล้วหายเข้าไป
ธีร์ครางในคอโดยไม่ตั้งใจ
เขายกมือข้างหนึ่งมารองท้ายทอย ระวังไม่กดแรง ผมเปียกพันข้อมือเย็นและหนัก
"แค่กอด" เขากระซิบชิดปาก "บอกผมได้ ถ้าให้หยุด"
นางไม่ได้แปลคำนั้น
นางตอบด้วยการดึงเขาลงอีกครึ่งหนึ่ง จนหน้าอกเขาทาบร่างที่ไม่มีผ้าคลุม นอกจากผมดำเปียกที่ลื่นไถลออกจากเนินอก
ผิวชนผิว
เย็นจัดปะทะร้อนจัด ทั้งคู่สะดุ้งพร้อมกัน
น้ำจากผมไหลเข้าคอเสื้อเขาเป็นเส้น เสื้อด้านในที่แหวกไว้ไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไป อกอวบเย็นของนางกดทับอกเขา ยอดอกแข็งเพราะความเย็น ไม่ใช่เพราะตั้งใจ ถูกับผิวร้อนจนนางสูดหายใจขาด
นางคราง
เสียงเบา จนเกือบหายไปกับน้ำที่กระเซ็นอยู่ที่ขอบหิน
ไม่ใช่เสียงเรียกหา มันหลุดออกเอง เมื่อความเย็นในกระดูกถูกความร้อนของชายแปลกหน้าไล่ทีละนิ้ว
"อุ่น..."
คำเดียว สั่นที่มุมปากเขา
ธีร์หลับตา พยายามนับอย่างตอนกดหน้าอก
หนึ่ง อย่าคิด สอง อย่าขยับสะโพก สาม—
ไม่ได้ผล
เพราะนางขยับเข้ามาเอง หน้าผากซบไหปลาร้า หาที่ที่เลือดเขายังวิ่งแรง กลีบบัวเรืองแสงสีเงินม่วงไหวอยู่ข้างหิน แสงนั้นไล้ตามเส้นไหล่เปลือยของนาง แล้วดับลงในเงาตัวเขา
เขารู้สึกทุกจุดที่ไม่อยากรู้สึกให้ชัดขนาดนี้
ความนุ่มของอกที่กำลังละลายความแข็งจากความเย็น ท้องแบนที่สั่นกระทบท้องเขา ต้นขาเรียวที่งอขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะหินเย็นเกินกว่าจะนอนทิ้งไว้
กลิ่นนางจืด เย็น หวานจางอย่างดอกไม้ในน้ำ ไม่ใช่น้ำหอม ไม่ใช่เลือดที่น้ำล้างไปเกือบหมด
"คุณกำลังอุ่นขึ้น" เขากระซิบที่ขมับ "อยู่แบบนี้ก่อน อย่าเพิ่งผลัก เดี๋ยวเย็นกลับ"
นางไม่ได้ฟังความหมาย
นางฟังจังหวะหัวใจที่ทุบผ่านผิว
มือที่กำเสื้อเลื่อนมาเกาะต้นแขน เล็บจิ้มเบาๆ ไม่ใช่ลูบ เป็นการยึดแหล่งความร้อนไว้ไม่ให้หนี
ในความมึนนั้น มีเสียงหนึ่งเย็นกว่าน้ำในสระ
พันปี ของคำสาบานที่นางกลืนไว้กับลมปราณ ไม่มีชายใดได้แตะร่างนี้ ทางขึ้นสวรรค์ไม่ใช่ที่ให้ใครแนบปาก
แต่นิ้วที่เกาะแขนเขายังไม่ยอมคลาย และปากที่เพิ่งรู้จักความอุ่นยังเผยอรับลมทองจางๆ อีกครั้ง
ธีร์พยายามยกสะโพก
หินขอบสระลื่น เข่าเขาตรึงอยู่ข้างลำตัวนาง มุมที่เขายันตัวทำให้ร่างทั้งสองประกบกันพอดีเกินไป เข็มขัดหนังกดท้องนางจนเขาต้องเอียงตัวหนี
สายไป
เขาแข็ง
ทั้งที่กัดฟัน ทั้งที่สาบานในใจว่านี่คือการช่วยคน ไม่ใช่ฉากที่ใครจะตะโกนให้คัท
ความแข็งนั้นดันผ่านผ้ากางเกงเปียก ไปชนท้องน้อยนางตรงรอยต่อของสะโพก ร้อน เป็นจังหวะ เป็นสิ่งมีชีวิต
เขาแข็งค้างทั้งตัว หน้าผากผุดเหงื่อทั้งที่ลมริมสระเย็น
"ขอโทษ"
เสียงแตก
"ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมจะขยับออกตอนนี้—"
นางรู้สึกแล้ว
ดวงตาที่หลับเพราะความอุ่นลืมขึ้นกว้าง
สิ่งที่ดันมากระทบไม่ใช่หิน ไม่ใช่หัวเข็มขัด มันเป็นความแข็งของชาย แนบอยู่ระหว่างท้องน้อยกับต้นขา ผ้าเปียกบางจนแทบไม่เหลืออะไรให้ปิด
ความร้อนวูบจากจุดนั้นขึ้นท้อง เร็วกว่าความเย็นจะห้ามทัน
นางครางอีกครั้ง คราวนี้มีทั้งตกใจ และเสียงที่นางไม่ยอมรับว่าเป็นของตน
ปากยังชิดคอเขา ลมหายใจสะดุด จมูกถูกกับผิวร้อนจนขนลุกย้อน
แล้วคำสาบานก็ดังกว่าความร้อน
นางผลัก
ฝ่ามือทั้งสองทาบอกเขา ผลักแรงจนธีร์เซถอย ศอกกระแทกหิน น้ำกระเซ็นใส่หลังมือ
ระยะห่างเกิดในพริบตา
และในพริบตานั้น ความเย็นที่ปลายนิ้วของนางรวมตัว
ไม่ใช่ดาบจากฝัก มันงอกจากน้ำแข็งบนมือนางเอง แสงสีน้ำเงินม่วงวิ่งตามคม ใสจนเห็นจันทร์ลอดผ่าน
ปลายดาบจ่อคอหอยเขา นิ่ง ห่างจากผิวไม่ถึงหนึ่งนิ้ว
เย็นของคมทำให้ขนคอเขาลุก
ธีร์ยกมือทั้งสองขึ้นทันที ฝ่ามือเปิด น้ำหยดจากข้อมือลงหิน
เขายิ้มแห้งๆ ทั้งที่คอแห้งผาก
"พอครับ พอ ผมไม่ขยับ"
เสียงพยายามเบา
"คุณเพิ่งไม่มีลม ผมช่วยคุณ ไม่ได้จะมาทำอะไร คุณเป็นคนดึงผมเอง"
นางลุกช้าๆ จากขอบสระ
ผมดำเปียกแผ่ปิดอกได้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งแสงจันทร์ไม่ละเว้น ขาเรียวสั่น แต่หลังตรง ดาบน้ำแข็งไม่สั่นตามข้อมือ
ตาเย็นจ้องเขา ราวชายที่เพิ่งให้ความร้อนคือสิ่งแปลกปลอมที่สระนี้ไม่ควรมี
"เจ้าเป็นมารจากที่ใด"
ธีร์กระพริบตา
ประโยคนั้นโบราณ แต่ทำนองคุ้น เขาเคยท่องบทใกล้เคียงกันบนกอง จนลิ้นจำได้ทั้งที่ไม่เคยเชื่อว่าจะมีคนพูดจริง
"ไม่ใช่มารครับ"
มือยังยก ยิ้มบางลงเหลือแค่ความประหม่า
"ผมเป็นสตันต์ครับ"
นางขมวดคิ้วบาง
ปากขมุบตามเสียงที่เพี้ยน
"สะ... ตัน"
ไม่มีคำนั้นในภาษาที่นางใช้มาทั้งชีวิตที่จำได้ เสียงมันแปลกเหมือนหินโผล่ในน้ำใส
นางส่ายหน้าครั้งหนึ่ง สั้น
"เจ้าพูดภาษาใด"
คมดาบไม่ขยับ
"ข้าไม่เข้าใจสักคำ"
ธีร์หัวเราะในลำคอ เสียงเลยออกมาแหบและประชดตัวเอง
"สตันต์คือคนกระโดดแทนคนอื่น ตกจากเชือก แล้วมาโผล่ในสระ ผมก็งงเหมือนคุณนั่นแหละ"
นางจ้องนิ่ง
"กอง" "เชือก" "งง" ทั้งหมดเป็นเพียงเสียงอุ่นที่ไร้ความหมาย ตาเย็นไม่มีประกายว่าคำไหนเข้าหู
แต่ความอุ่นนั้นเองที่ทำให้นางสังเกตสิ่งที่ไม่อยากสังเกต
นางขยับปลายดาบออกจากคอเขา เพียงเท่าฝ่ามือ เพื่อฟังเสียงแปลกให้ชัด
ทันทีที่คมห่างจากผิว
ความเย็นวิ่งกลับเข้าปลายนิ้ว
น้ำแข็งบางจับซอกเล็บขาวโพลน แล้วไต่ข้อนิ้วขึ้นมาจนข้อมือชา นางสูดหายใจขาด ไหล่สั่นอีกครั้ง
ธีร์เห็นเกล็ดนั้นงอกต่อหน้าต่อตา
"มือคุณ—"
เขาก้มจะเข้าไป
คมดาบสะบัดกลับมาจ่อคอหอยในพริบตา ใกล้กว่าเดิม จนเขาได้กลิ่นเย็นของน้ำแข็งปนลมหายใจตัวเอง
พอปลายดาบกลับมาใกล้ผิว ใกล้ความร้อนที่ยังแผ่จากคอและอก
น้ำแข็งที่ข้อนิ้วของนางบางลง
ไม่หมด แต่ชะงัก ราวไม่กล้าเดินต่อ
นางตาแคบ
นางทดสอบอีกครั้ง ทั้งที่ปากยังเย็นชา และดาบยังไม่ยอมลด
ปลายคมถอยออกหนึ่งคืบ
น้ำแข็งเกาะทันที หนาขึ้นที่โคนนิ้ว จนแสงจันทร์สะท้อนเป็นเกล็ดเล็กบนข้อ
นางขยับคมกลับเข้าที่เดิม ห่างจากลูกกระเดือกเขาเพียงเส้นขน
เกล็ดละลายจากปลายนิ้วก่อน หยดหนึ่งไหลตามด้ามดาบน้ำแข็ง แล้วตกใส่หินระหว่างเข่าเขา
มือที่ถือดาบสั่น แต่ไม่ใช่เพราะอ่อนแรงอย่างเดียว
นางจ้องชายแปลกหน้า ราวเขาคือทั้งความอุ่นที่นางต้องการ และสิ่งที่คำสาบานห้ามนางเข้าใกล้
"ทุกครั้งที่คมนี้ห่างจากผิวเจ้า"
เสียงเบา แตกเหมือนน้ำแข็งที่กำลังจะคืน
"มือข้าเย็นอีก"
ธีร์กลืนน้ำลาย มือยังยกค้าง
เขาไม่กล้าขยับเข้าไป และไม่กล้าให้ระยะนั้นกว้างขึ้นอีกแม้แต่นิ้วเดียว
ปลายดาบน้ำแข็งยังจ่อคอหอยเขา ห่างจากผิวเพียงเส้นขน
นางคว้าผ้าไหมบางที่เปียกกองอยู่บนหินขึ้นคลุมรอบตัว โดยคมดาบไม่สั่นตามมือ ผ้าโปร่งติดผิว แสงจันทร์ลอดเป็นเงาจางๆ น้ำแข็งเกาะปลายนิ้วขาวโพลน แสงสีน้ำเงินม่วงวิ่งตามรอยนั้น
ธีร์คุกเข่าบนหินเปียก มือทั้งสองยกขึ้น ยิ้มแห้งจนมุมปากเกร็ง
"ผมไม่ขยับครับ" เขาว่าช้า "คุณจะถือดาบไว้ตรงนี้ก็ได้ อย่าถอยออกไปอีก"
นางไม่ตอบ
ลมริมสระพัดชายผ้า เข่าของนางสั่นนิดหนึ่ง แต่หลังตรง ตาเย็นจ้องเขาเหมือนชายที่เพิ่งให้ความร้อนคือสิ่งที่สระนี้ไม่ควรมี
แล้วเสียงฝีเท้าก็ทุบมาจากทางเดินหินหลังตำหนัก
ไม่ใช่คนเดียว
คบไฟสีอุ่นตัดแสงเงินม่วงของบัว เงาหลายเงาวิ่งลงบันได เสียงโลหะกระทบฝักดังเป็นจังหวะ
"ท่านจ้าวสำนัก!"
เย่วฉานหันหลังให้เขาในพริบตา
ดาบน้ำแข็งละลายจากคม เหลือเกล็ดที่นิ้ว ก่อนจะหายไปในหมอก นางก้าวขวางระหว่างเขากับทางเดิน ผ้าไหมบางปลิวตามตัว ยืนบังจนศิษย์ที่นำหน้ามองเห็นเขาได้ไม่เต็มตัว
ผู้หญิงสูงเดินนำกลุ่ม ผมดำเกล้าสูงใต้เม็ดมงกุฎทองรูปบัว พู่ทองไหวตามลม เสื้อคลุมสีแดงเข้มปักลายบัวทองทับชุดขาว หางตามีเส้นสีแดงคม ดาบทองคำที่เอวไม่ถูกชักออก แต่ฝ่ามือวางใกล้ด้าม
"อาจารย์" เสียงนางเรียบ ไม่ได้ตกใจเท่าที่ฝีเท้าจะบอก "แสงค่ายกลแตกทั้งสระ ข้าเห็นฟ้าสีเงินปริจากที่นี่"
สายตาเลื่อนผ่านไหล่เย่วฉาน ไปยังชายที่คุกเข่ามือยก ผมสั้นผิดโลก เสื้อดำขาดแขนเปียกโชก
"ผู้นี้คือใคร"
ความเงียบกินเสียงน้ำหนึ่งจังหวะ
เย่วฉานไม่หันมามองเขา สีหน้าเย็นลงจนความสั่นเมื่อครู่เหมือนไม่เคยมี
"ผู้นี้คือศิษย์รับใช้ที่ข้าเรียกมาเอง"
ประโยคตกใส่สระอย่างน้ำแข็ง
ศิษย์ด้านหลังหยุดที่ขั้นหิน ไม่มีใครกล้าทวน
รองจ้าวสำนักตาแคบ
สายตาของนางไม่ได้อยู่ที่หน้าธีร์นาน มันเลื่อนลงมาที่คอเขา ตรงจี้หยกสีขาวนวลรูปจันทร์เสี้ยวที่เชือกแดงเปียกติดผิว
นางมองนานผิดปกติ
คบไฟไหวสองครั้ง ตานางยังไม่ละ
ธีร์กลืนน้ำลาย มือยังยกค้าง เขาไม่กล้าเอื้อมไปปิด
"ศิษย์รับใช้" เสวียนอิงทวนเสียงราบ "อาจารย์ไม่เคยรับใครเข้าใกล้สระในยามปิดด่าน ผู้นี้ผมสั้นอย่างคนนอกแดน เสื้อผ้าก็ไม่ใช่ของสำนัก"
"ข้าพูดแล้ว"
เย่วฉานไม่เพิ่มคำอธิบาย
"เจ้าจะสงสัยคำของจ้าวสำนักต่อหน้าศิษย์ทั้งสำนักหรือ"
ลมหยุดที่ชายผ้าแดง
เสวียนอิงโค้งคำนับ ช้า นานพอที่ดวงตายังค้างอยู่ที่จี้ ก่อนจะหลุบลง
"ศิษย์ไม่กล้า"
เสียงนางอ่อนลงเพียงเส้นหนึ่ง "เพียงแต่แสงที่แตกไม่เหมือนสายฟ้าธรรมดา อาจารย์บาดเจ็บหรือไม่"
"ไม่"
คำเดียว
แต่ธีร์เห็นนิ้วที่ซ่อนในชายผ้าไหมกำแน่น น้ำแข็งจับซอกเล็บอีกแวบ แล้วถูกนางสลัดหายก่อนใครจะทันเห็น
"หลันจู"
สาวผมครึ่งรวบ ริบบิ้นเขียวหยก โผล่จากหลังกลุ่มศิษย์ ตาโต ยิ้มได้ทั้งที่ลมหายใจยังไม่ทันเข้าที่
"เจ้าค่ะ ท่านจ้าวสำนัก"
"พาผู้นี้ไปห้องข้างตำหนักจันทร์ขาว" เย่วฉานสั่ง "อย่าให้ใครเข้าใกล้โดยข้าไม่สั่ง"
"เจ้าค่ะ"
นางเดินผ่านธีร์ไปโดยไม่มองหน้า
ความเย็นหลุดจากชายผ้ากระทบแขนเขาแค่เสี้ยว เขาสะดุ้งโดยไม่ตั้งใจ พอระยะห่างออกไป เกล็ดบางผุดที่ข้อนิ้วของนางอีกครั้ง เขาเห็น แต่ปากไม่อาจเปิดต่อหน้าคนทั้งสำนัก
เสวียนอิงยังยืนอยู่
ตอนเขาลุก เข็มขัดหนังเอียง จี้แกว่งตามคอ
สายตาเส้นแดงที่หางตาตามมัน จนเขาเดินพ้นแสงบัว
หลันจูพาเขาเลียบระเบียงที่ลอยอยู่เหนือทะเลสาบ
ข้างล่างเป็นทุ่งดอกบัวเรืองเงินม่วง ไม่มีไฟเมือง ไม่มีเสียงรถ ไม่มีหลังคาตึกที่เขาคุ้น
"เดินตามข้า" นางหันมายิ้มกว้าง "ชื่อเจ้าคืออะไร เสียงเมื่อครู่นี้ข้าไม่ได้ยินชัด ในน้ำมันดัง"
"ธีร์ครับ"
"ธี... เอ๋อ" นางลองเสียงแล้วหัวเราะ "ลิ้นข้าไม่ถนัด แต่จำได้ ท่านจ้าวสำนักเรียกเจ้ามาเองจริงหรือ ปกติท่านไม่ให้แม้แต่แมลงลงสระจันทร์ในคืนปิดด่าน"
ธีร์เกาท้ายทอย น้ำยังหยดจากผมสั้น
"เรื่องยาวครับ และผมก็ไม่แน่ใจว่าใครเรียกใคร"
"อืม" หลันจูลดเสียง มองทางที่กลุ่มศิษย์แยกไป "อย่าพูดอย่างนั้นต่อหน้าท่านเสวียนอิงอีก รองจ้าวสำนักท่านนั้นยิ้มน้อย แต่หูยาวกว่าบันไดตำหนัก"
"เห็นแล้วครับ เค้ายิ้มน้อยจริง"
หลันจูชะงัก แล้วหัวเราะจนริบบิ้นสะบัด
"เจ้าพูดแปลกดี ไม่มีใครในสำนักพูดแบบนี้ ข้าชอบ"
ห้องพักเล็กติดเฉลียงด้านข้างตำหนักจันทร์ขาว ประตูไม้ ไม่มีลูกบิดอย่างที่เขาเคยใช้ มีแค่กลอนด้านใน ภายในมีเตียงต่ำ ผ้าปูสีขาวเงิน โคมกระดาษดวงเดียว หน้าต่างเปิดออกสู่ทะเลสาบบัว
"ผ้าแห้งอยู่ในตู้ ชาอยู่บนถาด อย่าเปิดประตูถ้าไม่ได้ยินเสียงข้า สามเคาะสั้น หนึ่งเคาะยาว"
"รหัสลับเลยเหรอครับ"
"ไม่ใช่รหัส" นางทำตาโต "เป็นนิสัย เวลานี้สำนักไม่สงบ แสงแตกแบบเมื่อครู่ ศิษย์ชั้นนอกยังวิ่งกันไม่หยุด"
นางหยุดที่วงกบ ยิ้มจางลง
"ท่านจ้าวสำนักท่าทางไม่ดีนัก คืนนี้ข้าเห็นน้ำแข็งที่นิ้วท่าน ทั้งที่สระจันทร์ไม่เคยเย็นกับท่านขนาดนั้น"
ธีร์กำชายเสื้อเปียก
"ผมเห็นเหมือนกัน"
"ถ้าท่านเรียก เจ้าอย่าทำให้ท่านโกรธ" หลันจูว่าเบา "ท่านเย็นข้างนอก แต่มือท่านไม่เคยสั่นต่อหน้าใครแบบเมื่อครู่นี้"
ประตูไม้ปิดลง
กลอนฝั่งเขาอยู่เงียบๆ เขาไม่ได้ดัน
ธีร์นั่งที่ขอบเตียง ถอดเข็มขัดหนังวางข้างตัว เสื้อด้านในยังเปียกเป็นหย่อม แต่เขาไม่ยอมถอดทิ้งทั้งตัว ผ้าแห้งพับอยู่ปลายเตียง เขาสะบัดคลุมบ่าไว้ก่อน
แล้วล้วงกระเป๋ากางเกง
มือถือยังอยู่ ขอบเครื่องเย็น หน้าจอมีคราบน้ำแต่ติดขึ้น
ไม่มีสัญญาณ
แถบด้านบนว่างเปล่า ไม่มีชื่อเครือข่ายแม้แต่ขีดเดียว
แบต 35%
ภาพล็อกสกรีนสว่างในห้องที่ไม่มีไฟฟ้า
เขาเองในเสื้อยืดเก่า ยืนยิ้มเขินข้างผู้หญิงวัยกลางคนที่ตลาด นนทบุรีอยู่ที่ถุงส้มตำในมือแม่ แสงเย็นของกรุงเทพฯ ติดขอบรูปเหมือนโลกที่ยังไม่ยอมตามมา
"แม่"
นิ้วกดโทรออกเองโดยไม่คิด
ไม่มีเสียงเรียกเข้า มีแต่ความเงียบสั้น แล้วหน้าจอก็ตอบว่าโทรไม่ออก
เขาลองอีกครั้ง
เหมือนกัน
"โคตรไกล" เสียงแหบ "ไกลจนหวยยังไม่ถูกขนาดนี้"
เขาปิดหน้าจอไว้ก่อนแบตจะไหลอีก วางเครื่องคว่ำบนไม้หัวเตียง นิ้วค้างอยู่ครู่หนึ่ง ราวกลัวว่าพอละมือ รูปนั้นจะหายตามสัญญาณ
ลมจากหน้าต่างพัดโคมไหว
เขาล้มตัวลงเตียงโดยไม่ถอดรองเท้าทันที แล้วก็ถอด เพราะพื้นหินด้านนอกยังเปียกติดพื้น
นอนไม่หลับ
ทุกครั้งที่หลับตา เขาเจอความเย็นของริมฝีปาก และความคมที่จ่อคอในวินาทีถัดมา สองอย่างนั้นอยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่คืนนี้มันอยู่
"ศิษย์รับใช้" เขากระซิบกับเพดาน "ผมยังไม่ได้สมัครงานด้วยซ้ำ"
ข้างนอกบัวเรืองแสงเป็นระลอก ไม่มีนาฬิกาให้ดู เขานับลมหายใจแทน นับแล้วก็เลิก เพราะตัวเลขทำให้คิดถึงจังหวะที่กดลงบนหน้าอกคนที่ไม่ควรหยุดหายใจ
ชาบนถาดเย็นจนไม่มีไอนานแล้ว
เขากำลังจะลุกไปปิดหน้าต่าง
ประตูเปิดเอง
ไม่มีเสียงเคาะ ไม่มีกลอนถูกดึงจากฝั่งเขา บานไม้เผยอเข้ามาช้าๆ ลมโคมสะดุด
เย่วฉานยืนอยู่ที่วงกบ
ชุดนอนผ้าไหมบางสีขาวเงินติดแสงจันทร์ ผมดำสยายโดยไม่มีปิ่น น้ำแข็งเกาะที่ขนตาเป็นเกล็ดเล็ก และที่ปลายนิ้วเป็นวงบางใส
นางไม่ก้าวข้ามธรณีทันที
ตาจ้องเขา เย็นชาเหมือนที่สระ แต่เสียงที่ออกมาสั่น ไม่ยอมสั่นให้ใครในสำนักได้ยิน
"ถอดเสื้อ ... ข้าต้องการความร้อนจากร่างเจ้า"
แชทกับตัวละคร
คุยตัวต่อตัวกับคนในนิยาย แล้วลองล้วงความลับที่เรื่องยังไม่ได้บอก







