บ้านต้นท้อ

คู่บำเพ็ญของนางเซียนพันปี

ตอน 10🔥 แรงสุดตัวอย่าง

บ้านต้นท้อ

นางเซียนพันปีหุงข้าวไหม้ ซักผ้าจนผ้าเป็นน้ำแข็ง และหัวเราะมากกว่าพันปีรวมกัน แต่มือถือแบต 22% ที่เขาเก็บไว้ มีคลิปหนึ่งที่พลิกทุกอย่างได้

ข้าวไหม้
ภาพที่ 1/1

"หนึ่งชั่วยาม"

คำนั้นลงในท้องธีร์ก่อนจะลงในหู กลอนที่กระเด็นกองกลางห้องยังไม่หยุดสั่น เขายืนหลังไหล่นางครึ่งก้าว นิ้วเกร็งข้างหัวเข็มขัดหนัง อย่างคนที่ถูกสั่งให้นิ่ง แล้วร่างกายไม่ยอมฟัง

เย่วฉานไม่หันมา

แขนเสื้อบางพาดทับข้อมือเขาพอดี เบา ไม่ใช่การจับ แต่มันกดได้เท่าคำสั่ง

"อย่า" นางพูดต่ำ "ไม่ใช่ที่ธรณีนี้"

เสวียนอิงยิ้มน้อยในวงประตู ม้วนบันทึกยังชูเหนือไหล่ ตราแดงแห้งสนิทใต้แสงจันทร์ ชุดขาวทับคลุมแดงไม่ยับ พู่ทองนิ่ง ผู้อาวุโสเรียงชิดวงกบ ไม่มีใครก้าวข้าม ไม่มีใครถาม

"ท่านได้ยินแล้ว" เสวียนอิงเอ่ยเรียบ "ไม่ต้องขานรับซ้ำ"

"ข้าได้ยิน" เย่วฉานมองตาหญิงที่ยืนกั้นประตู "และข้าจะออก"

ธีร์กระซิบข้างหู นาง "คุณจะให้เขาไล่แบบนี้เหรอ"

"เจ้าอยากให้ข้าฟันคนทั้งแถบ ต่อหน้าตราที่แห้งก่อนประตูจะดังหรือ" เสียงนางเย็น ไม่สั่น "เลือดที่ธรณีนี้ ไม่ได้ซื้อตำหนักคืน"

เขาขบกราม ชื่อที่ควรจะตะโกนออกไปค้างอยู่ใต้ลิ้น หลักฐานไม่มีในมือ มีแต่ความจำในกรงเหล็ก และนางยังไม่ได้รับมันจากปากเขา

"ไว้ทีหลัง" เขาพูดกับตัวเองมากกว่ากับนาง

เย่วฉานเหลือบมาครั้งเดียว ตาบอกว่านางได้ยิน

"หนึ่งชั่วยาม" นางหันกลับไปที่ประตู "พอให้ข้าเก็บของ พอให้เจ้าหลีก"

เสวียนอิงไม่ก้าวเข้ามา ไม่ขอโทษ ไม่ยิ้มเพิ่ม "เกาะนี้ไม่รอผู้ละทิ้งเต๋า"

ไม่มีเสียงค้านจากชุดขาวแม้แต่ลมหายใจ


ธีร์วิ่งไปห้องข้างตำหนักก่อนแสงจะเปลี่ยน

มือถือจอแตกนอนบนโต๊ะต่ำ เขาไม่เปิด ยัดใส่กระเป๋ากางเกงข้างไฟแช็ก เสื้อขาดพาดไหล่เหมือนเดิม เข็มขัดรัดให้เข้าที่ แผลฝ่ามือยังตึงเวลาแบมือ

กลับมาที่ตำหนักจันทร์ขาว นางผูกสายผ้าใหม่แล้ว ปิ่นเงินยังปักผม ม้วนผ้าไม่กี่ชิ้น กระบี่จันทร์ที่เอว ไม่มีถาดชา ไม่มีเสียงเคาะสามสั้นหนึ่งยาว

"หลันจู" เขาถาม

"ข้าสั่งไว้อย่าข้ามธรณี" เย่วฉานตอบ "ถ้านางยังเชื่อฟัง นางจะไม่อยู่ตรงนี้"

พวกเขาเดินออกขณะฟ้ายังไม่ยอมสาง ศิษย์ยืนบนสะพานห่าง ๆ ไม่มีใครยกมือ ระฆังยามไม่ดัง

เรือเล็กลำหนึ่งรอที่ท่าอับลม คนแจวไม่เงยหน้า เย่วฉานก้าวลงก่อน ชายผ้าบางโดนน้ำค้าง ธีร์นั่งฝั่งตรงข้าม ห่างพอให้ไม้พายผ่าน

เมื่อวังลอยหดเป็นเงา เขาเลยถาม "คุณเลือกออก"

"ข้าเลือกไม่ตายที่ประตูตัวเอง" นางมองน้ำ ไม่มองเกาะ "วันที่เหลือยังไม่ถึงเก้าสิบเก้า เจ้าห้ามทำให้มันสั้นลงที่นี่"

ซี่โครงซ้ายเขาอุ่นวูบหนึ่ง แล้วเย็นตามความโกรธที่นางไม่ยอมปล่อยออกมาเป็นน้ำแข็ง เขาไม่พูดถึงสิ่งที่ฝังอยู่ใต้กระดูก ทั้งคู่รู้ดีอยู่แล้วว่าหัวใจอีกดวงเต้นให้กันฟัง


สามวันไม่มีชื่อถนน

วันที่หกสิบห้าพวกเขาขึ้นฝั่งแล้วเดินตามทางเกวียน วันที่หกสิบหกฝนปรอย ผ้าที่นางสะพายแข็งที่ชายเพราะความเย็นในกระดูกครึ่งหนึ่ง เขาเดินชิดจนไหล่ชนไหล่ พอนางเหลือบมา เขาถาม "ข้อมือได้ไหม"

"ได้" นางตอบสั้น "อย่านำ"

กลางคืนพวกเขาพิงหินคนละข้างของกองไฟเล็ก ไฟแช็กจุดติดในครั้งแรก นางจ้องเปลวอย่างของที่ยังไม่คุ้น แม้จะเห็นมาแล้ว เขาไม่เล่าเรื่องกรุงเทพฯ นางไม่ถามเรื่องสำนัก โกรธนั่งอยู่ระหว่างทั้งคู่ เงียบ และไม่ยอมกลับไปเป็นน้ำแข็งทั้งห้อง

ค่ำวันที่หกสิบหก มีฝีเท้ารีบตามหลังทางเกวียน

"ท่าน!"

หลันจูโผล่พ้นโค้ง ผมครึ่งรวบหลุดจากริบบิ้นเขียวหยก ชายผ้าเปื้อนโคลน เข่งใบเล็กสะพายบ่า ในนั้นมีข้าวสาร เกลือ และผ้าลินินพับเรียบสองผืน

เย่วฉานลุกขึ้นทันที "ใครสั่ง"

"ไม่มีใครสั่ง" หลันจูยิ้มทั้งที่ตาแดง "นางให้สาวใช้ทั้งตำหนักไปกราบที่หอใหม่ ข้าไม่กราบคนที่กระแทกกลอนท่าน ข้าแอบลงเรือลำหลัง ถ้าท่านไล่ ข้าก็เดินตามห่าง ๆ พรุ่งนี้เท้าจะพองกว่าวันนี้"

"เจ้าควรอยู่สำนัก"

"อยู่แล้วรับใช้นางหรือ" หลันจูส่ายหัวแรง "ข้าไม่เอา"

ธีร์มองนาง แล้วมองเย่วฉาน "คุณไล่เพื่อนผมไม่ลงอยู่แล้ว"

เย่วฉานเงียบนาน พอไฟติดปลายฟืนนางจึงพูด "อยู่ได้ แต่อย่าเรียกจ้าวสำนัก"

"แล้วเรียกอะไร"

"เรียกชื่อ"

หลันจูกระพริบตา แล้วยิ้มกว้างจนริบบิ้นหลุดอีกข้าง "ได้... เย่วฉาน"

นางไม่ได้แก้


เช้าวันที่หกสิบเจ็ด เสียงน้ำตกมาก่อนหลังคา

หมู่บ้านอยู่ริมทางดิน บ้านไม้หลังเล็กใต้ต้นท้อ กลีบยังไม่โรยหมด ละอองน้ำจากหน้าผาหลังบ้านปลิวมาโดนใบ เจ้าของเป็นผู้เฒ่าหลังงอ ยืนที่รั้วไม้ไผ่ มองผ้าลินินของนาง ผมสั้นของธีร์ และเข่งของหลันจู

"ว่างสามฤดู" เขาพูด "เจ้าของไปเมืองหลิวหยางไม่กลับ เช่าได้ ถ้าไม่เผาบ้าน"

เย่วฉานวางเงินเล็กจากชายแขนลงบนราว ไม่ต่อราคา "ข้าเช่า"

"คนเมืองหลวงเดินทางเป็นคู่แบบนี้" ผู้เฒ่าหัวเราะในลำคอ "บ้านต้นท้อไม่ถามมาก น้ำตกหลังบ้าน ห้ามลงตอนเด็กวิ่งเล่น... เอ้า ไม่มีเด็กวิ่งเล่นอยู่แล้ว ลงได้ถ้ารับน้ำเย็นไหว"

ธีร์เกือบแก้คำว่าคู่ เย่วฉานเดินเข้าครัวก่อน เขาเลยกลืนคำนั้น

บ้านมีห้องนอนต่ำหนึ่งห้อง ห้องข้างสำหรับหลันจู ครัวเตาดิน ชานไม้หันไปทางต้นท้อ ไม่มีสระ ไม่มีศิษย์ ไม่มีกลอนทอง กลิ่นไม้เก่ากับควันเก่า

หลันจูปูที่นอนตัวเองอย่างคนตัดสินใจแล้ว "ข้าอยู่ห้องนี้ ถ้าสองคนอยากให้ข้าหูหนวก ก็เคาะฝาไม้"

"หลันจู" เย่วฉานเรียก

"ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น" นางสาวใช้ยิ้ม แล้วออกไปหาบ่อน้ำจริง ๆ


วันที่หกสิบแปด เย่วฉานผูกชายแขนลินินเอง ปิ่นเงินยังอยู่ที่ผม นางยืนหน้าเตาดินอย่างคนจะเข้าสมาธิ

"ข้าหุงได้" นางบอก

"คุณเคยหุงไหมในพันปี"

"ข้าวสุกเพราะไฟ ไฟข้ามี"

นางดีดนิ้ว เปลวในเตาสูงกว่าที่หม้อใบเล็กจะรับไหว ธีร์อ้าปากจะห้าม ไม่ทัน ควันขาวแล้วดำ กลิ่นไหม้ตลบครัวไม้ ข้าวติดก้นหม้อเป็นแผ่นถ่าน

"อย่าหัวเราะ"

"ยังไม่หัวเราะ" เขาไอควัน "แต่ใกล้"

นางชักผ้าเช็ดมือขึ้นมาแรงเกิน สายตาตกที่อ่างหลังบ้าน "ข้าจะซักของที่ควันนี้ทำให้เสีย"


อ่างน้ำใต้ชายคาเย็นอยู่แล้ว ผ้าของธีร์ ผ้าลินินของนาง และผ้าเช็ดควันลงน้ำพร้อมกัน

กำลังอ่านตัวอย่าง

ตอนนี้ยังปลดล็อกไม่เต็ม สามารถใช้ credits เพื่ออ่านตอนเต็มแบบไม่มีการตัดได้

ปลดล็อกตอนนี้

ใช้ credits เพื่ออ่านตอนเต็มแบบต่อเนื่อง ไม่มีการตัด

12 เครดิต

แชทกับตัวละคร

คุยตัวต่อตัวกับคนในนิยาย แล้วลองล้วงความลับที่เรื่องยังไม่ได้บอก