สิ่งที่เห็นในบ้านริมสระ
ปาร์ตี้ริมสระของตระกูลวงศ์เทียร ทุกคนยิ้ม ทุกคนโกหก และบ้านพักริมสระก็มีเสียงที่ไม่ควรได้ยิน


ไฟดับก่อนที่ปรางจะได้เห็นหน้า
ปรางยืนเท้าเปล่าที่หน้าต่างจนฝ่ามือเย็นเท่ากระจก แถบเหลืองบนม่านห้องคุณปู่หดหายทีละนิ้ว มีคนปิดจากข้างใน ไม่รีบ ไม่สะดุด เหมือนคนที่รู้ว่าบ้านทั้งหลังหลับอยู่
เงาไม่ย้อนมาให้เห็นแม้แต่ข้างแก้ม
สระข้างล่างยังเป็นแผ่นดำ ไม่มีไฟใต้น้ำ ไม่มีเสียงตัวคนลงน้ำ
เธอปิดม่าน เดินกลับเตียง อ้อมหมอนข้างสีเทาที่ยังกั้นกลางไว้ ทั้งที่ฝั่งประตูไม่มีใคร
"ปิดเก่ง" เธอกระซิบใส่ความมืด "ลบร่องก็เก่ง"
เธอไม่หลับ
นาฬิกาโถงเคาะข้ามสี่ ข้ามสี่ครึ่ง ไม้เก่าก้องเหมือนบ้านนับแทนเธอ
บานประตูขยับตอนฟ้ายังน้ำเงิน
ไม่มีเสียงส้น ไม่มีไฟหัวเตียง มีแต่กลิ่นคนเดินเข้ามา ผ้าที่รีดแล้ว ฝุ่นไม้เก่า ไม่มีคลอรีนแม้แต่จาง
ปรางลืมตา
"คุณไปไหน"
ภูริหยุดที่ฝั่งตัวเอง เสียงต่ำ ไม่เปิดไฟ
"ตื่นแล้วหรือ"
"ฉันไม่ได้หลับ คุณหายจากเตียง"
เขานั่งลงที่ขอบฟูก ไม่ข้ามหมอนข้าง ระยะระหว่างเข่าเขากับเส้นแบ่งยังเหลือไว้ให้สัญญา
"นอนไม่หลับ" เขาพูด "ไปว่ายน้ำ"
ปรางหัวเราะสั้นในคอ
"ว่ายน้ำ"
"ครับ"
"สระมืดทั้งคืน ฉันยืนอยู่ที่หน้าต่าง"
เขาเงียบหนึ่งจังหวะ นาฬิกาสายเหล็กที่ข้อมือยังหนักอยู่ ไม่มีหยดน้ำ ไม่มีรอยที่คนถอดเรือนออกก่อนลงสระ
"คุณยืนดูสระ" ภูริพูดช้า "หรือยืนดูอย่างอื่น"
คำถามนั้นแหลมกว่าคำโกหก
ปรางกำชายชุดไหมสีแชมเปญไว้ ไม่ยอมตอบส่วนที่เขาอยากรู้
"คนลงน้ำไม่ใส่นาฬิกาเรือนนั้น และผมคุณแห้ง"
"ผมบอกแล้ว" เสียงเขาเย็น "คุณได้ยินแล้ว"
"ฉันได้ยินคำที่คุณเลือกจะพูด ไม่ใช่คำจริง"
"ข้อห้า" เขาเอ่ยเหมือนอ่านสัญญาให้ฟังอีกรอบ "ห้ามถามเรื่องส่วนตัว"
"งั้นอย่าตอบด้วยเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง"
ภูริลุกขึ้น จัดหมอนข้างให้ตรง ทั้งที่มันไม่เอียง
"เช้านี้มีประชุม พักเถอะ คุณภรรยา"
เขาเอนลงฝั่งประตูในที่สุด หลังชนเส้นหมอน ไม่ข้ามมา ประตูห้องน้ำปิดแล้วเปิด ไฟติดไม่นานพอจะมีไอน้ำ น้ำไม่ไหล
ปรางนอนฟังลมหายใจเขากับความเงียบสลับกัน จนรู้ชัดโดยไม่ต้องให้ใครสารภาพ
เขาโกหก
ห้องที่บ้านสั่งว่าปิดตาย เปิดไฟได้ตอนตีสาม และคนที่ควรอยู่บนเตียงนี้ เลือกจะไม่บอกว่าไปปิดมัน
ฟ้าขาวเมื่อเธอหลับไปได้ไม่กี่อึดใจ ลืมตาอีกทีฝั่งนั้นว่าง หมอนถูกจัดใหม่ รอยตัวเขาไม่เหลือ
วันที่ห้าเขาออกจากปีกตะวันออกก่อนปรางลงบันได
วันที่หก เจ็ด แปด เขายิ้มให้คนในบ้านตามข้อสอง พอประตูห้องปิด ก็ไม่ทิ้งคำอธิบายไว้แม้ประโยค
ปรางเดินผ่านห้องคุณปู่ทุกสาย บานสีเข้มยังสนิท ลูกบิดทองเหลืองเย็นในฝ่ามือคนไม่มีสิทธิ์
คนถือกุญแจไม่เคยวางมันทิ้ง
เธอเก็บคำถามไว้ที่ลิ้น จนถึงวันที่สิบของเก้าสิบวัน
บ่ายวันนั้นครัวอุ่นกว่าโถง แสงบานเกล็ดตกเป็นเส้นบนโต๊ะไม้เก่า กลิ่นใบมะกรูดยังอยู่ในหม้อ
ป้าสายยืนหันหลัง ชุดแม่บ้านสีเทา ผ้ากันเปื้อนผูกแน่น มือซอยตะไคร้ไม่เงยหน้า
ปรางเดินเข้าไปจนได้กลิ่นสบู่จางที่ข้อมือคนแก่ "ป้าสาย" เธอโน้มตัวกระซิบชิดไหล่ชุดเทา "ป้าจำหน้าฉันได้ตั้งแต่วันพาชมบ้าน ป้าเลือกไม่พูด"
มีดชะงักบนเขียง
"หนูปรางลงมาเองหรือ" เสียงป้าสายไม่หันมา "เดี๋ยวป้าชงน้ำ"
"ไม่ต้องชง ฉันมาถาม"
"ถามอะไร ป้าเป็นแค่คนครัว"
"ป้าอยู่บ้านนี้สามสิบปี" ปรางลดเสียงอีก "ป้าไม่ใช่แค่คนครัว"
บ่าชุดเทาหด ราวกับอยากหายเข้าไปในอ่าง
"อย่ามาจี้ป้าแบบนี้หนู บ้านมีหู"
"งั้นกระซิบก็ได้ ผู้หญิงที่หน้าคล้ายฉัน ป้าเคยเห็นในบ้านนี้ไหม"
มือที่ถือมีดสั่น คำหลุดออกก่อนจะถูกกลืน
"หน้าเหมือนหนูปริม..."
ครัวเงียบจนได้ยินน้ำหยดจากก๊อก
ป้าสายกระแทกมีดลงเขียง ดังเกินกว่าคนที่อยากเป็นความลับ
"ป้าไม่ได้พูด หนูหูฝาด"
"ฉันไม่ได้ฝาด" ปรางชิดเข้าไปอีก หัวใจขึ้นมาที่คอ "ป้าพูดชื่อนั้นออกมาเอง หนูปริมคือใคร"
"ไม่มี อย่าเอ่ย"
"ป้าเอ่ยก่อน" เสียงปรางสั่นแต่ไม่ถอย "พี่ฉันหายไปเมื่อปีก่อน คนบอกว่าเธอไปเอง ฉันไม่เชื่อ และป้าเพิ่งเรียกชื่อพี่เหมือนคนที่เคยเห็นตัว"
ป้าสายเบี่ยงหน้าหนีแสงบานเกล็ด ไม่ยอมให้ห้องนี้จำปากตัวเองได้
"หนูอย่าพูดคำว่าพี่ในครัว อย่าพูดตรงระเบียง อย่าพูดต่อหน้าคุณนาย"
"ป้ารู้" ปรางกระซิบร้อน "ป้ารู้ว่าพี่มาที่นี่"
"ป้าไม่ได้บอกอย่างนั้น ตาคนแก่บางครั้งมันจำสิ่งที่ไม่ควรจำ"
"อย่าแก้" เธอกดเสียงให้ต่ำ "ป้ากลัวอะไร กลัวจนยอมให้คนหายโดยไม่พูดหรือ"
ไหล่ตรงหน้าสั่น
"ป้ายังต้องตื่นมาเปิดครัวบ้านนี้ทุกเช้า หนูเข้าใจไหม พูดผิดประโยคเดียว ป้าไม่ได้อยู่ถึงพรุ่งนี้"
"ฉันไม่เอาชื่อป้าไปบอกใคร"
"ในบ้านนี้ คำว่าไม่บอกถูกที่สุด" ป้าสายหัวเราะแห้งไม่มีเสียง "ความลับไม่ได้อยู่ที่ปากคนพูด อยู่ว่าใครยืนฟังอยู่หน้าประตู"
"งั้นอย่าให้ฉันไปถามคุณนาย" ปรางโน้มเข้าไปจนเส้นแสงบ่ายตกบนแขนทั้งคู่ "อย่าให้ฉันไปงัดห้องที่ปิดตาย บอกที่ที่ยังพอมีปากให้ถาม"
"ป้าขอร้อง"
"ฉันก็ขอร้อง พี่ฉันชื่อปริม เกียรติกุล ถ้าป้าเคยเรียกเธอว่าหนู ป้าเคยเห็นเธอเดินในบ้านนี้ บอกฉันสักทาง"
ป้าสายหุบปากแรง จนปรางเห็นแค่ท้ายทอยกับหูที่แดง
ข้างนอกมีเสียงรองเท้าผ่านโถง ป้าสายชะงักทั้งตัว ไม่ขยับจนกว่าเสียงนั้นจะเลยบันไดไปปีกตะวันตก
เมื่อครัวว่างอีกครั้ง เสียงเธอเหลือแค่ลม
"อย่าถามป้าอีก"
"ป้า"
"ไปถามที่บ้านริมสระ"
ปรางนิ่ง
"บ้านพักริมสระหรือ"
ป้าสายเปิดก๊อกแรง น้ำกระแทกอ่างกลบคำต่อ หลังยังหันให้ หน้าไม่ยอมให้เห็น
"ป้าไม่ได้พาหนูไป ป้าไม่ได้บอกให้ไปตอนไฟสว่าง และป้าไม่ได้พูดชื่อใคร" เธอก้มอยู่กับอ่าง "ได้ยินแค่ที่ แค่นั้น แล้วลืมว่าได้ยินจากป้า"
น้ำไหลต่อไป
ชื่อปริมยังค้างที่เขียง
คำว่าบ้านริมสระค้างที่ริมฝีปากปราง ยังไม่ถูกพูดซ้ำให้ครัวได้ยินรอบสอง
ปรางยังไม่ได้เดินไปถามที่ไหนเลย ชุดซาตินสีมรกตก็ถูกดึงซิปขึ้นจนสุดเอว
วันที่สิบของเก้าสิบวันไม่มีช่องให้เธอถามใครอีกคำ งานครบรอบวงศ์เทียร กรุ๊ปเริ่มตอนโคมแรกถูกจุด และข้อสองเริ่มพร้อมกัน
"อย่าหนีสายตาแขก" ภูริพูดข้างหู ก่อนพาเธอออกจากระเบียง "คืนนี้คุณเป็นภรรยาผม ทั้งคืน"
"ฉันเป็นมาสิบวันแล้ว" เธอตอบ "คุณแค่เพิ่งต้องโชว์"
เขาไม่เถียง แขนโอบรอบเอวเธอพอผ้าซาตินรับความร้อนจากฝ่ามือ
สระยาวเรืองอยู่ข้างหลัง สองคนยืนกลางแสงโคมกระดาษ แขกหมุนแก้ว หัวเราะในระดับที่บ้านหลังนี้เรียกว่าสุภาพ
ภูริใส่เสื้อดินเนอร์แจ็กเก็ตขาว ผมดำเซ็ตเรียบ มือครองเอวเธอไว้เหมือนที่ไม่ต้องซ้อม
เขาโน้มลง
ริมฝีปากแตะขมับปราง เบา ไม่รีบ ไม่ลึกพอจะเป็นของคนรัก แต่พอให้โต๊ะใกล้ๆ ละสายตามาที่พวกเขา
ปรางหลับตาครึ่งหนึ่ง ยิ้มตามที่ชุดนี้ถูกตัดมาเพื่อยิ้ม
"นานไหม" เธอกระซิบโดยไม่หุบปาก
"จนกว่าพวกเขาจะเลิกมอง"
"งั้นจูบให้พวกเขาอิ่มไปเลย"
"ผมพอแล้ว" ลมหายใจเขาชิดขมับ "คุณยิ้มต่อ"
เธอยิ้ม
แก้มเป็น ตาไม่เป็น
กลิ่นเขาเย็นและแห้ง ไม่มีคลอรีนปน ทั้งที่น้ำอยู่ห่างแค่ไม่กี่ก้าว
ฝั่งตรงข้ามสระ ลลินยืนนิ่งกว่าแขกทั้งงาน ผมบ๊อบดำกรอบหน้า ปากแดงเข้มกว่าไวน์ในแก้วที่เธอไม่ยอมดื่ม
สายตานั้นปักที่มือบนเอวปราง แล้วเลื่อนขึ้นไปที่ขมับ
ริษยาไม่มีเสียง แต่ปรางอ่านออก
ลลินยกแก้วเล็กน้อย เป็นการทักที่ไม่ให้เกียรติ
ปรางยกยิ้มตอบ ให้ข้อสองทำงานแทนความอยากเดินหนี
"ทนายของคุณมาตรงเวลา"
"ไม่ใช่ของผม" ภูริไม่หันไป "อย่ามองนาน"
"คุณสั่งแม้แต่สายตา"
"ผมสั่งฉาก" เสียงเขาต่ำ "คุณอยู่ในฉากนี้"
แขกชายวัยกลางคนเดินเข้ามา โคโลญจ์แรงกว่ามารยาท
"คุณภูริ เจอคุณนายวงศ์เทียรตัวจริงสักที สวยสมคำลือ"
"ขอบคุณค่ะ" ปรางรับก่อน "ไฟงานสวย คนเลยดูดีไปด้วย"
"เจอกันได้ยังไงครับ คู่แบบนี้ไม่น่าบังเอิญ"
ภูริตอบสนิท ไม่เว้นช่องให้เธอแต่งเอง
"ที่ทำงาน วันหนึ่งเธอเดินเข้ามา แล้วไม่เดินออก"
คำว่าเธอหลุดจากปากเขาเฉพาะตอนมีคนนอก
ปรางสวมมันทันที
"เขาไม่ยอมให้ฉันออกจริงๆ ค่ะ" เธอหัวเราะเบา "ขี้อ้อนในแบบของเขา"
นิ้วที่เอวแน่นขึ้นครึ่งหนึ่ง แขกอ่านไม่ออก เธออ่านออก
พอชายคนนั้นผละไป ภูริกระซิบโดยไม่คลายมือ
"ขี้อ้อน"
"คุณโกหกได้เนียน ฉันก็ต้องมีมุก"
"อย่าใช้คำนั้นที่นี่"
"งั้นหาที่ที่พูดได้"
"คืนนี้ไม่มีที่นั้น"
เขาพาเธอเดินเลียบขอบสระ โคมห้อยจากกิ่งไม้เก่า วงดนตรีตรงศาลาเล่นเบาจนได้ยินแก้วกระทบกัน
คุณนายวรรณยืนบนขั้นระเบียง ชุดไหมสีอ่อน ไข่มุกวับตอนหันคอ พยักให้ปรางครั้งเดียว แบบคนตรวจงาน
ปรางพยักกลับ ยิ้มให้ครบ
"คุณแม่ดูอยู่" เธอว่า
"ท่านดูทุกคน" ภูริตอบ "คุณทำให้ท่านผ่านก็พอ"
ลลินเดินตัดมาในระยะที่แก้วเกือบชนแก้ว ชุดดำคอลึก ส้นเข็มไม่สะดุดบนหิน
"คุณภูริ งานปีนี้คนเยอะ คุณแม่ต้องภูมิใจ"
"คุณแม่อยู่บนระเบียง" เขาว่า "ไปทักท่านได้"
"เดี๋ยวค่ะ" ลลินเหลือบมาที่ปราง "ชุดนี้สวยนะคะ บ้านเลือก หรือคุณเลือกเอง"
"บ้านเลือก" ปรางตอบ "แต่ฉันใส่ไหว"
"เห็นอยู่" สายตาหยุดที่ขมับเธอ นานกว่าคำชม "บางคนใส่ได้ทุกอย่าง ยกเว้นที่ที่คนอื่นเคยยืน"
"ลลิน"
ภูริเอ่ยชื่อเฉยๆ ไม่ดัง ไม่ขู่ แค่พอให้ประโยคจบ
ลลินยิ้มแห้ง แบบที่ปรางเคยเห็นตอนประตูห้องชั้นสามสิบแปดปิดใส่หลังเธอ
"ขอให้คืนนี้ยาวค่ะ คุณภรรยา"
เธอเดินจากไป แล้วเหลียวกลับอีกครั้ง
แววตานั้นไม่ใช่ของทนาย มันเป็นของผู้หญิงที่เสียที่นั่งแล้วยังไม่ยอมลุก
ขนแขนปรางลุกใต้ผ้าซาติน
"เธอเกลียดฉัน"
"เธอเกลียดทุกคนที่ยืนตรงนี้" ภูริว่า "ไม่ต้องรับ"
"คุณเคยให้เธอยืนตรงนี้"
เขาไม่ตอบ
เพลงเปลี่ยนเป็นจังหวะช้า พื้นกระเบื้องริมสระถูกเปิดเป็นลานเต้น คู่แรกก้าวออกไป หัวเราะเหมือนความสุขเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบ
มือที่เอวปรางคลายลง
ยังไม่ทันเธอจะถามว่าพอหรือยัง
"น้องสะใภ้"
ธาวินโผล่จากด้านหลัง พร้อมกลิ่นน้ำหอมอุ่นที่ไม่ปะปนกับของภูริ
ผมดำเป็นลอนปรกหน้า ลักยิ้มสองข้างพร้อม เสื้อสีอ่อนในงานกลางคืนยังดูไม่พยายาม
"พี่วิน" ภูริทักก่อน
"ภูริ" ธาวินยิ้มกว้าง "ขอยืมภรรยานายสักเพลง แขกเริ่มถามว่าน้องสะใภ้เต้นเป็น หรือบ้านสอนแต่ยิ้ม"
"ฉันเต้นเป็นค่ะ" ปรางตอบเอง
ภูริมองเธอสั้นๆ
"หนึ่งเพลง" เขาพูดกับธาวิน "แล้วคืนมา"
"ขี้เหนียวแม้แต่เพลง" ธาวินหัวเราะ แล้วยื่นมือให้เธอ ไม่ดึง "ไปเถอะน้อง อย่าให้พี่เขยยืนโง่ริมสระ"
ปรางวางมือลงไป
ฝ่ามือเขาอุ่น นิ้วปิดทับหลังมือพอดีตอนพาเธอออกจากวงโคม ไปยังที่ดนตรีดังกว่าเสียงคน
ธาวินวางอีกมือที่เอว ไม่ต่ำเกินงานนี้จะทน แต่ชิดกว่าที่พี่เขยควร
"ครอบครัวคุณอยู่ไกลไหม" เขาถามเหมือนถามลม "งานแบบนี้ คนพาพ่อแม่มาอวดทั้งนั้น คุณมาคนเดียวตั้งแต่เช้าวันจดทะเบียน"
ปรางยิ้มให้คู่ที่เต้นผ่าน ยิ้มนั้นไม่ถึงตา
"แม่ไม่ว่างค่ะ"
"พ่อล่ะ"
"ไม่มีเรื่องให้เล่า"
"คนที่บอกว่าไม่มีเรื่อง" เขากระซิบ ปากอยู่ใกล้ขมับอีกข้าง "มักมีเรื่องที่เล่าไม่ได้"
"คุณวิเคราะห์แขกทุกคน หรือเฉพาะฉัน"
"เฉพาะคนที่บ้านนี้รับเข้ามาเร็ว" ลักยิ้มไม่ตก "เร็วขนาดที่ไม่ทันได้ยินชื่อญาติแม้แต่คนเดียว"
"ฉันไม่มีชื่อให้คุณสะสม"
"แม่ชื่ออะไร"
คำถามมาเบา เหมือนเหยียบจังหวะพลาดโดยตั้งใจ
ปรางเงยหน้ามองเขา
"คุณจะส่งการ์ดไปเยี่ยมหรือคะ"
"แค่อยากรู้จักสะใภ้ พี่ชายผมไม่เล่าอะไรเลย สักคำ"
"เรื่องบ้านฉันน่าเบื่อกว่าที่คุณหวัง" เธอเลือกคำที่ซ้อมไว้ในใจ "เป็นเรื่องเงิน ไม่ใช่เรื่องเล่ากลางลานเต้น"
"ไม่ชอบถูกถาม หรือกลัวตอบผิด"
"ไม่ชอบ" เธอย้ำ แล้วหัวเราะให้คนรอบข้างได้ยินความเบา "พี่เขยอยากคุยเรื่องบริษัท คุยกับสามีฉันตรงกว่า"
"คม" เขาชม โดยไม่ชม "แล้วพี่ล่ะ"
เท้าปรางชะงักครึ่งจังหวะ
เพลงยังไป ชายชุดยังไหว รอบตัวยังหัวเราะ
"อะไรนะ"
"ผู้หญิงวัยคุณ" ธาวินพูดราบเรียบ "มักมีพี่หรือน้องที่บ้านโทรตาม ไม่มีเลยหรือ"
เธอกลืนโดยไม่ให้คอขยับให้เขาเห็น
"ฉันคนเดียว"
"คนเดียว" เขาทวน ตาไม่กระพริบตามคำ "จำง่ายดี"
"คุณจำไปทำไม"
"บ้านนี้จำคนเก่ง" ลักยิ้มกลับมา แต่ตาไม่ขำ "โดยเฉพาะคนที่ยืนยันว่าตัวเองไม่มีใคร"
เพลงใกล้จบ มีเสียงปรบมือบางๆ จากศาลา
ปรางถอนมือก่อนโน้ตสุดท้ายจะตก
"เพลงครบแล้วค่ะ คืนฉันได้"
"ใครจะคืน" ธาวินไม่รีบคลายนิ้ว "คุณเดินออกมาเอง"
"แล้วฉันจะเดินกลับเอง"
เธอดึงมือคืน ช้าพอไม่ให้เป็นเรื่อง เร็วพอไม่ให้เขาต่อประโยค
"คนเดียว จริงหรือ" เขาถามอีกรอบ เบาจนเกือบกลบในดนตรี
"จริงเท่าที่คุณควรรู้" ปรางยิ้มให้แขกคู่หนึ่งที่เดินผ่าน ไม่ให้เขา "พอแค่นี้ พี่เขย"
เธอเดินออกจากลานเต้น กลับไปทางโคมที่สว่างกว่า
คำว่าพี่ยังติดอยู่ในหู ดังกว่าเพลงที่เพิ่งจบ
คำว่าพี่ยังไม่ทันจางจากหู ปรางก็เลิกเดินเข้าหาแสงโคม
บ้านริมสระอยู่ปลายหญ้าที่ป้าสายไม่ยอมหันมาบอก ไฟงานไม่ถึงตรงนั้น ทั้งที่น้ำเดียวกัน
เธอถอดส้นไว้ใต้พุ่ม เท้าเปล่าชิดหญ้าเปียก ชุดซาตินสีมรกตเก็บเสียงได้ดีกว่าคน
เพลงไกลลงทุกก้าว เสียงแขกเหลือเป็นคลื่น
แล้วมีเสียงอื่น
ไม่ใช่แก้ว ไม่ใช่ดนตรี
ต่ำ หอบ ขาดจังหวะ หลุดจากบ้านพักไม้ที่บานเกล็ดปิดไม่สนิท
ปรางชิดผนัง หัวใจกระแทกซี่โครง
ป้าสายบอกให้มาถามที่นี่ ไม่ได้บอกว่าข้างในมีคน
เธอควรกลับ
เท้าไม่กลับ
กลิ่นหนังกับกลิ่นตัวคนลอดรูไม้มาแตะจมูก อุ่น เค็มจาง
"ดังไปหน่อย" เสียงผู้หญิงแหบ
ปรางจำได้ก่อนเห็นหน้า
ลลิน
และหัวเราะต่ำที่เมื่อครู่ยังอยู่ข้างหูเธอบนลานเต้น
"บ้านนี้ดังอยู่แล้ว" ธาวินว่า "ไม่มีใครได้ยินสิ่งที่ไม่อยากได้ยิน"
ปรางกลั้นหายใจ เลื่อนตาเข้าช่องบานเกล็ด
โคมในบ้านพักทำโซฟาหนังเป็นสีน้ำผึ้ง ชุดดำกองที่พื้น ไม่มีใครสนในมันอีก
ลลินเปลือยทั้งตัว นั่งคร่อมธาวิน หัวเอนพ้นบ่า ผมบ๊อบดำสะบัดตามจังหวะที่เธอกดสะโพกลง
บานเกล็ดหั่นร่างเธอเป็นเส้น แต่มือเขาที่คลึงเอวนั้นเห็นชัด นิ้วจมเนื้อ ไม่รีบ และไม่สุภาพ
ปรางเห็นตั้งแต่ต้นขาที่แยก จนถึงหีที่อ้ากลืนควยเขา
ธาวินยังไม่ถอดเสื้อหมด ลินินสีอ่อนหลุดถึงท้อง กางเกงรูดลงพอให้ความยาวทั้งแท่งโผล่แล้วหายเข้าไปในตัวเธอ
ทุกครั้งที่ลลินยกตัว ปรางเห็นควยชุ่มเงา เส้นเลือดเต้น แล้วถูกนั่งทับจนมิดโคน
"ดูสิ" ธาวินกระซิบ ลักยิ้มไม่ตกแม้หอบ "ทนายบ้านนี้ขี่เก่งกว่าที่ปากแข็ง"
"หุบปาก" ลลินกดลงแรง โซฟาส่งเสียงหนัง "อย่าพูดเหมือนฉันเป็นของแถม"
"ตอนนี้เธอเป็นของฉัน"
เขายกสะโพกรับ จังหวะจากช้ากลายเป็นกระแทก
ลลินครางหลุด เล็บจิกบ่า หน้าอกสะเทือนตามแรง หัวนมเข้มตั้งในแสงโคม ไม่มีผ้าเหลือให้ปิด
น้ำจากรอยต่อเป็นเส้นบางเวลาเธอยกตัว แล้วแตกเป็นเสียงเปียกตอนนั่งลง
ปรางกัดปากจนแสบ
เธอไม่ควรดู
ตาไม่ยอมหลับ
ความร้อนวิ่งจากท้องลงระหว่างขา ผ้าในเริ่มเสียด ชื้น ทั้งที่ไม่มีใครแตะ
กลัวปนกับมัน จนแยกไม่ออกว่าสั่นเพราะจะถูกจับ หรือเพราะร่างกายมันฟังจังหวะนั้นไปด้วย
ถ้าบานนี้ดัง ถ้าเขาหันมาที่รูไม้
"แรงกว่านี้" ลลินสั่ง เสียงขาด "อย่าทำเหมือนเกรงใจ"
"ใครเกรงใจเธอ"
ธาวินหัวเราะในลำคอ แล้วพลิกเธอลงจากตัก
ลลินถูกหันหลัง อกแนบพนักโซฟา เข่าถ่างบนเบาะ หลังแอ่น ก้นเงยโดยไม่ต้องถูกขอซ้ำ
เขาเข้าจากด้านหลังทีเดียว
ลึก จนลลินกระแทกคำหยาบใส่หนัง
"อ่า... ลึกไป"
"เธอขอเอง"
มือเขาจิกเอว กระแทกต่อ ไม่เว้นจังหวะให้หายใจ เนื้อชนเนื้อดังกว่าโคมที่สั่น
ปรางเห็นควยถอนเกือบหมด เห็นปากหีแดงดูดตาม แล้วเห็นเขาพุ่งกลับเข้าไปจนโคนชนก้น
นิ้วจิกเนื้อจนเป็นรอย ลลินผลักสะโพกกลับรับเอง น้ำกระเด็นที่เบาะทุกครั้งที่จังหวะหนัก
"หยาบได้" ลลินหอบ "อย่ามาอ่อนกับฉันแบบที่ไปอ่อนกับเมียใหม่"
"ปากเธอมีแต่คนอื่น"
"เพราะคนอื่นยืนยิ้มอยู่ริมสระ" เสียงเธอแตก "ส่วนฉันได้แค่โซฟา"
ธาวินกระแทกแรงขึ้นราวจะปิดประโยค ลลินร้องไม่ปิด มือกำพนักจนข้อขาว
ลมหายใจปรางสะดุด
กรวดใต้เท้าขยับนิดเดียว
ข้างในเขาชะงัก
"อะไร"
ปรางตันทั้งตัว ฝ่ามือกดปาก เลือดดังในหู ระหว่างขายังตุบทั้งที่เธอสั่งให้หยุด
"ไม่มีอะไร" ลลินแทบไม่หัน "คนนอกกำลังเต้น อย่าหยุด... ถ้าจะกลัว ก็กลัวให้เสร็จในฉัน"
ธาวินสบถ แล้วกระแทกหนักกว่าเดิม กลบเสียงนอกด้วยเสียงใน
พนักโซฟารับอกเธอทุกครั้งที่ถูกดันไปข้างหน้า ผมหน้าม้าเปียกติดขมับ ปากแดงอ้าโดยไม่มีคำสุภาพเหลือ
"ใช่... แบบนี้..."
คำถัดไปหลุดมากับแรงที่เขากระแทกถึงที่สุด หอบ จนแทบไม่เป็นประโยค แต่ปรางได้ยินครบ
"อีกไม่นานพินัยกรรมก็จะเป็นของคุณ"
แขนปรางชา
นั่นไม่ใช่เสียงคราง
ธาวินไม่ตอบทันที เขาก้มกัดไหล่เธอ กระแทกสั้นถี่จนตัวลลินสั่น
"พูดตอนแบบนี้" เขาหอบที่ต้นคอ "อยากให้ฉันเชื่อ หรืออยากให้ฉันเสร็จ"
"ทั้งสองอย่าง" ลลินเสียงแตก "อย่าทำให้ฉันรอ... อ่า... วิน"
ชื่อเขาหลุดแบบคนลืมว่าบ้านนี้มีหู
ปรางขยับถอย เข่าอ่อน ต้นขาหนีบผ้าในที่เปียกจนอับ
ร้อนจนโกรธตัวเอง
หวาดจนตาคลอโดยไม่ร้อง
ตื่น จนจังหวะบนโซฟากลายเป็นจังหวะในท้องเธอ
ลลินถึงก่อน หลังโก่ง คำหยาบกลืนไม่ลง หีบีบจนธาวินสบถและไม่ยอมช้า
เขากระแทกอีกไม่กี่ครั้งแล้วค้างลึก มือกดเอวเธอไว้
ปรางเห็นเขากระตุกในตัวลลิน เห็นน้ำขาวล้นตามรอยต่อ ไหลลงหนังเบาะเป็นทาง
เธอหันออกจากบานเกล็ดทันที่เข่าลลินจะทรุด
พอแล้ว
ถ้าดูต่อ เธอจะส่งเสียง
เธอย่อถอยเข้าความมืดข้างบ้านพัก หลังชนไม้ อกสะเทือน กลิ่นตัวเองปนหญ้าชื้น
ข้างในยังมีหัวเราะต่ำของธาวิน ไม่มีคำอธิบายให้ได้ยินอีก
มือหนึ่งแตะข้อศอกเธอจากด้านมืด
ไม่บีบแรง ไม่ตะโกน
ปรางสะดุ้งจนเกือบหลุดเสียง ถูกดึงเข้าหาก่อนเสียงนั้นจะเกิด
ภูริ
เสื้อขาวยังติดกลิ่นโคม ตาเย็นในความมืด อ่านหน้าเธอได้โดยไม่ยอมถามว่าในบานเกล็ดมีอะไร
เขาพาเธอถอยจากผนัง ฝีเท้าชิดหญ้า ไม่พูด จนกว่าแสงจากรูไม้จะพ้นหลังทั้งคู่
เมื่อเสียงครางเหลือแค่ลม เขาเอ่ยข้างหู ต่ำพอไม่ให้บ้านพักได้ยิน
"ในบ้านนี้ อย่าไปไหนคนเดียว"
ข้อศอกยังร้อนอยู่ ทั้งที่นิ้วเขาคลายไปแล้ว
ปรางไม่ขยับหนีทันที หญ้าเปียกกัดฝ่าเท้า ชายชุดซาตินสีมรกตติดน่อง เย็นจัด จนสู้ความร้อนที่ยังไม่ยอมดับระหว่างขาไม่ได้
"ปล่อยได้ตั้งนานแล้ว" เธอกระซิบ
"ผมปล่อยตอนพุ่มบังไฟได้" ภูริตอบ ไม่หัน "เดิน"
เสียงดนตรียังลอยมาบางๆ หัวเราะแขกไปไม่ถึง มีแต่จิ้งหรีดกับน้ำกระทบขอบสระไกล
ปากเธอเปิด แล้วหุบ
ประโยคที่ติดหูไม่ใช่เสียงบนโซฟา เป็นคำที่บ้านนี้ไม่ควรเอ่ยตอนคนกำลังลืมตัว
เธออยากโยนมันใส่เขา อยากดูว่าตาคู่นั้นจะแตก หรือจะนิ่งเหมือนทุกครั้งที่เขาคุมฉาก
"ฉันได้ยินบางอย่าง"
ภูริหยุดใต้ต้นไม้เก่า แสงโคมไม่ถึงหน้า เหลือแค่ขอบกรามกับปกเสื้อขาว
"บางอย่าง"
"คุณจะถามต่อไหม"
"คุณเริ่มเอง" เสียงเขาต่ำ ไม่เร่ง "จะให้ผมได้ยินต่อ หรือจะให้ลมฟังแทน"
ธาวินคือพี่เขา คนที่เขายังทักว่าพี่วินต่อหน้าแขก คนที่อยู่ปีกเดียวกับคุณนายวรรณ
ถ้าเธอเล่าว่าเห็นสองคนนั้น เขาอาจเชื่อสายตา
ถ้าเธอเล่าสิ่งที่ได้ยิน เขาอาจไม่เชื่อปากเธอ
หรืออาจรู้อยู่แล้ว แล้วนี่คือช่องให้เธอเปิดก่อน
เขาหายจากเตียงตอนตีสาม
เขาบอกว่าไปว่ายน้ำ ทั้งที่ตัวไม่เคยมีกลิ่นคลอรีน
ผู้ชายที่โกหกเรื่องน้ำได้ขนาดนั้น ไม่ใช่คนที่เธอจะเอาความลับของพี่ปริมไปวาง
"ไม่ต้องได้ยิน" เสียงเธอแห้ง "ฉันไม่มีอะไรจะแลก"
"ดี"
เขาตอบเร็ว หรือเธอได้ยินไปเอง
"ดีตรงไหน"
"ดีที่คุณยังเลือกได้" เขาเดินต่อ ปัดกิ่งที่กีดแขนโดยไม่หงุดหงิด "ในบ้านนี้ คำที่ออกจากปากแล้ว จะมีคนที่สองเสมอ แม้คุณจะคิดว่ายืนอยู่กับผมคนเดียว"
"คุณขู่"
"ผมนับคน"
ความโกรธดันขึ้นทันความกลัว เท้าเปล่าชิดหญ้า กรวดเลยไม่ฟ้อง
"งั้นอย่ามาทำเป็นห่วง ถ้าคุณไม่ยอมรู้ว่าฉันหนีอะไร"
"ผมไม่ได้ขอชื่อ" ภูริว่า "คุณก็ยังไม่ให้ แบบนี้พอ"
"เพราะฉันไม่ไว้ใจคุณ"
จิ้งหรีดได้หนึ่งจังหวะ
"ถูกต้อง" เขารับ โดยไม่ให้เธอเห็นว่าคำนั้นไปโดนตรงไหน "ข้อหกยังอยู่ ข้อห้าก็ยังอยู่ อย่าเอาคืนนี้ไปแลกกับทั้งสองข้อ"
"ฉันไม่ได้จะรักคุณ"
"ผมไม่ได้พูดถึงรัก" ลมหายใจเรียบ "ผมพูดถึงการยื่นของมีคมให้คนที่คุณยังเรียกได้แค่ว่าคุณ"
ของมีคมชิ้นนั้นติดอยู่ใต้ลิ้น เป็นชื่อที่หลุดบนโซฟา เป็นคำว่าพินัยกรรมที่ไม่มีใครอธิบายต่อ
เธออยากเห็นเขาตกใจสักครั้ง
อยากให้คนที่คุมทั้งงาน มีอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่คุมไม่ได้
แต่ไฟในห้องปิดตายยังติดตา และเงาที่ไม่ยอมหันหน้า
ถ้าเงานั้นคือเขา คืนนี้คือการบอกคนที่อาจรู้ทางของพี่เธออยู่แล้ว
ถ้าไม่ใช่ การบอกก็ยังเร็ว สำหรับคนที่จัดเส้นแบ่งบนเตียงให้ตรง แล้วหายไปโดยไม่ทิ้งร่อง
"ฉันจะเก็บไว้" เธอพูดช้า ให้เขาได้ยินว่าเป็นคำตัดสิน "จนกว่าจะรู้ว่าคุณยืนฝั่งไหน"
"อย่าเพิ่งยืนฝั่งใคร" เขาตอบ "โดยเฉพาะฝั่งที่ต้องแอบไปคนเดียวถึงจะเห็น"
"คุณห่วงฉัน หรือห่วงว่าฉันจะเห็นเกินกว่าที่บ้านตั้งใจ"
ตาเขาเหลือบมาในความมืด ไม่ให้อ่าน
"ทั้งสองอย่างไม่ช่วยคุณ ถ้าคุณยังเดินตัดหญ้าแบบเมื่อกี้"
ปรางหัวเราะในคอ สั้น ไม่มีสุข
"คำปลอบของคุณใช้ไม่ได้เลย"
"ผมไม่ได้มาปลอบ"
พวกเขาอ้อมศาลาด้านมืด หลบขั้นที่ไข่มุกของคุณนายวรรณยังวับอยู่ไกล
แขกคู่หนึ่งเดินตัดทางหิน พอดีกับโคมส่องถึงชายชุดมรกต
ปรางชะงัก
ภูริขยับเข้ามา มือวางที่เอว ไม่ลูบ ไม่ลงต่ำ แค่พอให้คนนอกอ่านว่าเป็นคู่
"คุณภูริ" ชายคนนั้นยกแก้ว "หายแป๊บเดียว เมียตามหาหรือ"
"อากาศในงานอับ" เขาตอบแทน "พาออกมาหายใจ"
"คู่ใหม่ก็อย่างนี้" หญิงข้างกายหัวเราะ "ตาไม่ห่าง"
ปรางยกยิ้ม ข้อสองทำงาน ทั้งที่ขายังอ่อน
"เขาไม่ยอมให้ห่างค่ะ"
นิ้วที่เอวแน่นครึ่งหนึ่ง แขกอ่านไม่ออก เธออ่านออก
พอสองคนนั้นเลยไป มือเขาคลายราวคืนระยะตามสัญญา
"เก่ง"
"อย่าชม" เธอว่า "ฉันกำลังโกรธคุณ"
"โกรธได้" เขาพาตัดไปทางปีกตะวันออก "แต่โกรธในห้อง ไม่อยู่บนทางเดินที่มีหู"
โคมผนังอุ่นกว่าไฟงาน ไม้สักส่งกลิ่นเก่า พรมกลบเท้าเปล่าจนเหลือแต่เสียงผ้าครูดกันตอนเธอรีบก้าว
ประตูห้องอยู่ท้ายสุด เขาเปิดโดยไม่เคาะ
ไฟหัวเตียงฝั่งประตูติดดวงเดียว อีกฝั่งมืด
หมอนข้างสีเทายังกั้นกลางเตียง ขอบตรง ไม่มีรอยศอก ไม่มีรอยที่ใครลากมันทิ้ง
"คุณจะอยู่ไหม"
"เดี๋ยวกลับ" ภูริว่า "ไปให้แขกเห็นว่าเราไม่ได้หายกันกลางงาน ข้อสองยังไม่เลิก เพราะคุณลากมันออกไปริมหญ้า"
"แล้วฉันไม่ต้องไปยิ้มด้วย"
"คืนนี้คุณยิ้มไม่ไหว" เขาพูดราวเห็นรอยสั่นที่เธอซ่อน "อยู่ห้อง ล็อกจากใน เปิดให้แต่ผม"
"แม้แต่คนที่ยิ้มหวาน"
"โดยเฉพาะคนที่ยิ้มหวาน"
ปรางยืนกลางห้อง ลิ้นขมด้วยคำที่ยังไม่ยอมออก
ถ้าเขาพ้นประตู เธอจะไม่มีพยานว่าคืนนี้เธอเกือบไว้ใจ
"ภูริ"
เขาหันที่วงกบ
ปากเธอจะสั่นออกเป็นชื่อคนบนโซฟา เป็นคำที่ทนายหอบจนแทบไม่เป็นประโยค
แล้วเธอเห็นตาเขา
สงบเกิน สำหรับคนที่เพิ่งดึงภรรยาในนามออกจากความมืด
คนสงบแบบนี้ รับของมีคมไปแล้วอาจไม่คืน และเธอจะไม่รู้ว่าคมนั้นไปปักใคร
"ไม่มีอะไร" เธอบอก "ไปเถอะ อย่าให้คุณแม่ลงมาหาเอง"
เขามองอีกวินาที ราวจะจับคำที่ถูกกลืน
แล้วไม่จับ
"ล็อกกลอน"
ประตูปิด
ฝีเท้าห่างบนพรม จนเสียงงานด้านล่างกลืนหมด
ปรางลงกลอน หลังพิงไม้ หายใจเข้าแล้วไม่สุด
เธอเกือบบอก
เกือบยื่นคืนนี้ให้ผู้ชายที่โกหกเรื่องสระ เกือบขอให้เขาเป็นฝั่งที่พี่ปริมไม่มีมาตลอดปี
มือกำชายชุดจนยับ
ยังไม่ถึงเวลา
ยังไม่ใช่เขา
เธอไม่ได้เดินไปรอที่ประตู
ประโยคซ้อมในหัวดังกว่าเสียงงาน
ฉันเห็นสองคนนั้น ฉันได้ยินเรื่องพินัยกรรม
แค่คิด คำนั้นก็ไม่ปลอดภัย
ถ้าเขาถามว่าเธอไปทำอะไรที่บานเกล็ด เธอจะตอบยังไงว่าขาอ่อน ทั้งที่ควรหนี
ถ้าเขาไม่ถาม แล้วเดินไปเคาะปีกตะวันตกคืนนี้ คนที่หอบชื่อนั้นจะรู้ว่ามีหู
ป้าสายบอกให้ไปถามที่บ้านริมสระ ไม่ได้บอกให้เอาคำตอบไปวางบนมือใคร
ปรางมองฝ่ามือที่ยังเย็นจากหญ้า
ไว้ใจไม่ได้
ไม่ใช่เพราะเขาเย็นอย่างเดียว
เพราะคนที่เย็นขนาดนี้ เก็บได้ทุกอย่าง แล้วยังเลือกได้ว่าจะคืนชิ้นไหน
เธอจึงไม่เปิดโทรศัพท์ ไม่เขียนอะไรไว้ให้อ่านซ้ำ แม้แต่จะไม่ยืนรอเขาที่วงกบ
เก็บก่อน
จนกว่าจะรู้ว่าไฟตีสาม กับปากที่โกหกเรื่องน้ำ ไม่ได้ยืนฝั่งเดียวกับเธอ
เธอเดินไปฝั่งหน้าต่าง ฝั่งของเธอตามเส้นหมอน ทรุดนั่งขอบเตียง
หญ้าเปียกติดข้อเท้า ไฟดวงเดียวทำเงาม่านไหว
ตาไปถึงหมอน
แล้วหยุดทั้งตัว
บนหมอนไหมขาว มีต่างหูเงินข้างเดียว
พระจันทร์เสี้ยวโค้งบาง วางหงายรับแสง ไม่กลิ้ง ไม่หล่นใต้รอยพับ ราวมีคนตั้งใจให้เจอพอเงยหน้า
ปรางไม่ยื่นมือ
คอแห้งจนกลืนไม่ลง
เส้นโค้งนั้นเธอจำได้โดยไม่ต้องลูบ
มันเป็นคู่ของจี้พระจันทร์เสี้ยวที่พี่ปริมใส่ติดคอ วันที่ห้องเช่าว่าง วันที่แก้วน้ำยังไม่ทันล้าง
ข้างเดียว
ไม่มีโซ่
ไม่มีคำ
มีแต่มัน นอนอยู่บนหมอนของเธอ
แชทกับตัวละคร
คุยตัวต่อตัวกับคนในนิยาย แล้วลองล้วงความลับที่เรื่องยังไม่ได้บอก








