กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
เมขลาเข้ามาอยู่ในบ้านที่มองเห็นทะเลได้ทุกด้าน แต่กลับมองใจเจ้าของบ้านไม่ออก
แสงสุดท้ายของวันกำลังจะมอดดับลงที่ขอบฟ้า ทะเลสีครามเข้มกลายเป็นเงาดำมืดทอดยาวไปจนจรดขอบฟ้าที่ยังเหลือแถบสีส้มบางๆ ราวกับมีใครเอาแปรงจุ่มสีเพลิงลากไว้เบื้องหลังแนวเขา เมขลารู้สึกถึงความเย็นของกระแสลมที่พัดมาจากผืนน้ำเข้ามาปะทะผิวหนังผ่านชุดลำลองผ้าไหมสีครีมที่เธอสวมอยู่ เธอยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นสองของวิลล่าหลังนี้ มือทั้งสองข้างเกาะราวระเบียงที่ทำจากกระจกใสหนา ความเย็นของมันซึมเข้าสู่ฝ่ามือ
วิลล่ากระจกหลังนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงชันหันหน้าออกสู่ทะเล ตัวอาคารถูกออกแบบให้โปร่งโล่งด้วยวัสดุหลักเป็นกระจกใสจากพื้นจรดเพดานในหลายส่วน ทำให้ไม่ว่ายืนอยู่จุดใดของบ้านก็สามารถมองเห็นทัศนียภาพของอ่าวกว้างได้อย่างชัดเจน ราวกับว่าตัวบ้านกำลังละลายเข้าไปกับธรรมชาติรอบข้าง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็รู้สึกโปร่งโล่งเกินไปสำหรับเมขลา เธอรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องจากทุกทิศทาง แม้จะรู้ว่าบนเนินเขานี้ไม่มีบ้านเรือนอื่นอยู่ใกล้ในรัศมีหลายกิโลเมตรก็ตาม
เสียงประตูบานใหญ่ที่ทำจากไม้สักเปิดออก เธอไม่หันไปมอง แต่รู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของเขาที่เดินเข้ามาในห้อง โทนเสียงต่ำของคีรินดังขึ้นในห้องรับแขกที่อยู่ติดกับระเบียง
“คุณควรปิดประตูระเบียงได้แล้ว ลมเริ่มแรงขึ้น”
เมขลาหันหลังให้กับทะเลที่กำลังมืดลงอย่างรวดเร็ว เธอเห็นเขายืนอยู่กลางห้องรับแขกกว้างขวาง ในมือถือแก้ววิสกี้ที่มีก้อนน้ำแข็งกลิ้งไปมาอย่างช้าๆ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวที่ปลดกระดุมสองเม็ดบนสุด กางเกงสแล็คสีเทาเข้ม รอยยับเล็กน้อยที่แขนเสื้อบอกว่าเขาอาจจะเพิ่งถอดสูทออกไม่นาน
“ฉันอยากอยู่ตรงนี้อีกสักพัก” เมขลาพูดเสียงต่ำ แต่ก็ดังพอที่จะให้เขาได้ยินในระยะห่างสิบก้าวนั้น
คีรินไม่ได้ตอบ เขายกแก้วขึ้นจิบเล็กน้อย ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาส่องผ่านแสงไฟอุ่นจากโคมระย้าที่เพิ่งถูกเปิดโดยอัตโนมัติเมื่อความมืดคืบคลานเข้ามา แสงส่องกระทบใบหน้าที่มีโครงสร้างชัดเจนของเขา สร้างเงาลึกที่แก้มและคาง มีอะไรบางอย่างในสายตาของเขาที่ทำให้เมขลารู้สึกไม่สบายใจ มันไม่ใช่ความเกลียดชังหรือความโกรธ แต่เป็นความเย็นชาที่วัดอุณหภูมิไม่ได้ ราวกับเขากำลังพิจารณาวัตถุชิ้นหนึ่งในห้อง ไม่ใช่ผู้หญิงที่กำลังจะกลายเป็นภรรยาชั่วคราวของเขา
“ตามที่ตกลงกัน” คีรินเริ่มพูดขึ้นอีกครั้งหลังจากความเงียบที่ยืดเยื้อ “คุณจะมีห้องนอนส่วนตัวทางปีกตะวันตกของบ้าน ห้องของผมอยู่คนละปีกกัน ห้องส่วนกลางทุกแห่งสามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ผมขอสงวนห้องทำงานไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัว”
“ฉันเข้าใจข้อตกลงแล้ว” เมขลาตอบสั้นๆ เธอรู้สึกเหนื่อยจากการเดินทางและจากแรงกดดันทั้งหมดที่สะสมมาตั้งแต่ตกลงใจรับข้อเสนอแปลกประหลาดนี้
“มีคนมาทำอาหารและทำความสะอาดบ้านทุกวัน แต่พวกเขาจะกลับก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ไม่มีใครพักอยู่ที่นอน” เขาก้าว走近เข้ามาอีกสองสามก้าว แต่ยังคงรักษาระยะห่างไว้ “ซึ่งหมายความว่าตั้งแต่ค่ำคืนเป็นต้นไป จะมีเพียงคุณกับผมในบ้านหลังนี้”
ประโยคนั้นถูกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่เมขลารับรู้ถึงน้ำหนักของมัน เธอมองตาเขาโดยตรงเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาถึง “คุณกำลังเตือนฉันหรือเปล่า?”
รอยมุมปากของคีรินขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่รอยยิ้ม “เพียงแค่ชี้แจงข้อเท็จจริง คุณกับผมต่างก็รู้ดีว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้คือธุรกิจประเภทหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว”
คำพูดนั้นเจ็บปวด แต่ก็จริงเสียด้วย เมขลาหันกลับไปมองทะเลอีกครั้ง ตอนนี้ความมืดได้กลืนกินทุกสิ่งแล้ว มีเพียงแสงจันทร์จางๆ และดวงดาวที่เริ่มปรากฏบนฟากฟ้าให้ความสว่าง แสงเหล่านั้นสะท้อนบนผิวน้ำเป็นทางยาวสีเงิน ดูเหงาและเย็นยะเยือก
“ครอบครัวของคุณจะมาพรุ่งนี้ตอนบ่าย” คีรินกล่าวต่อ “พวกเขาต้องการเห็นว่าคุณย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว และเห็นว่าคุณกับผมอยู่ร่วมกันอย่าง... สุขสม”
“แล้วเราจะแสดงอย่างไร?” เมขลาถามโดยไม่หันมา “เรายังแทบไม่รู้จักกันเลย”
“นั่นคือเหตุผลที่เรามีเวลาหนึ่งคืนเพื่อสร้างเรื่องราวบางอย่าง” เขาวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะข้างโซฟาหนังสีดำ “มาคุยกันเถอะ”
เมขลาหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินเข้ามาในห้อง เธอเลือกนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวที่อยู่ห่างจากโซฟาที่เขานั่งอยู่พอสมควร ห้องนี้กว้างขวางจนเสียงก้อง เธอสังเกตเห็นรายละเอียดของการตกแต่งที่ดูสะอาดตาแต่ไร้ซึ่งความอบอุ่น ทุกอย่างจัดวางอย่างสมมาตรสมบูรณ์แบบ ภาพวาดสมัยใหม่บนผนังเป็นเพียงรูปทรงเรขาคณิตสีดำบนพื้นขาว ไม่มีรูปถ่ายครอบครัว ไม่มีของตกแต่งที่บอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวใดๆ
“ก่อนอื่น” คีรินเริ่มต้น “เราต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับกันและกัน ชื่อเต็มของคุณคือ เมขลา วิวัฒน์กุล อายุยี่สิบเจ็ด ปีเกิดวันที่สิบหกสิงหาคม เรียนจบด้านประวัติศาสตร์ศิลป์จากมหาวิทยาลัยในอังกฤษ กลับมาไทยได้สามปี ปัจจุบันทำงานเป็นภัณฑารักษ์อิสระให้กับแกลเลอรี่หลายแห่ง”
เมขลาพยักหน้า “ถูกต้องทั้งหมด แล้วคุณล่ะ คีริน ธนาศิริ อายุสามสิบสี่ จบบริหารธุรกิจจากอเมริกา รับช่วงธุรกิจครอบครัวซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทการลงทุนระหว่างประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งซีอีโอของกลุ่มธนาศิริ คอร์ปอเรชั่น”
“ดี” เขาพูด “อย่างน้อยเราก็ทำการบ้านมาดี”
“มันไม่ใช่การบ้าน” เมขลาพูดเสียงต่ำ “มันคือการเตรียมตัวสำหรับการแสดง”
ความเงียบตกอีกครั้งระหว่างพวกเขา มีเพียงเสียงคลื่นที่กระทบฝั่งเบาๆ จากระยะไกล และเสียงลมพัดผ่านช่องระเบียงที่เธอลืมปิด
“ทำไมคุณถึงตกลง?” คีรินถามขึ้นทันใด “เงินจำนวนนั้นอาจจะมากสำหรับบางคน แต่จากที่ผมทราบ ครอบครัวคุณก็ไม่ได้ขัดสน มีทางเลือกอื่นอีกมากมายสำหรับผู้หญิงที่มีพื้นเพแบบคุณ”
เมขลามองมือของตัวเองที่วางอยู่บนตัก “มันไม่ใช่แค่เงิน”
“แล้วคืออะไร?”
เธอเงยหน้าขึ้น มองตาเขาอย่างท้าทาย “ทำไมคุณถึงต้องรู้? ข้อตกลงของเราคือการแต่งงานเทียมเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อให้คุณได้สืบทอดหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทตามเงื่อนไขในพินัยกรรมของปู่คุณ ส่วนฉันได้เงินก้อนใหญ่เพื่อชำระหนี้สินของครอบครัวและแก้ไขปัญหาบางอย่าง มันเป็นธุรกิจที่ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง”
คีรินศึกษาหน้าเธออย่างละเอียดเป็นเวลานานก่อนจะพยักหน้า “ยุติธรรมดี แต่อย่าลืมว่าครอบครัวของผมจะคอยจับตาดูเราอย่างใกล้ชิดตลอดปีนี้ พวกเขาไม่ใช่คนง่ายๆ ที่จะถูกหลอก โดยเฉพาะลุงของผม ถ้าเขารู้ว่าเราแค่แกล้งกัน...”
“ฉันเข้าใจความเสี่ยง” เมขลาตัดบท “ฉันก็มีสิ่งที่ต้องเสียเหมือนกัน ชื่อเสียงของครอบครัว อนาคตการงาน...”
“และความสัมพันธ์จริงๆ ที่คุณอาจจะมี?” คีรินถามขึ้นอย่างไม่คาดคิด
คำถามนั้นทำให้เมขลาตกใจเล็กน้อย “อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น?”
“แค่สังเกต” เขาพูด “ผู้หญิงอายุยี่สิบเจ็ด สวย มีการศึกษา แต่มายอมแต่งงานเทียมกับคนแปลกหน้า มักจะมีเหตุผลทางอารมณ์บางอย่างอยู่เบื้องหลัง”
เมขลาลุกขึ้นยืน “ฉันคิดว่าการสนทนาคืนนี้ควรจบลงเพียงเท่านี้ ฉันเหนื่อยจากการเดินทาง และต้องการพักผ่อน”
คีรินไม่ยับยั้งเธอ เขาเพียงพยักหน้าแล้วชี้ไปทางปีกตะวันตก “ทางนั้น ห้องนอนของคุณเป็นห้องสุดท้ายทางซ้ายมือ มีห้องน้ำในตัวอยู่แล้ว ผ้าปูเตียงและของใช้ส่วนตัวจัดเตรียมไว้ให้ครบ”
“ขอบคุณ” เมขลาพูดสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องรับแขกโดยไม่มองกลับมา
เสียงฝีเท้าของเธอดังบนพื้นหินอ่อนเย็นๆ ขณะที่เดินผ่านทางเดินยาวที่ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใสจากพื้นถึงเพดาน ด้านนอกคือสวนที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีตแต่ดูไร้ชีวิตชีวาใต้แสงจันทร์ เมขลารู้สึกได้ถึงสายตาของคีรินที่จับจ้องอยู่ที่หลังของเธอจนกระทั่งเธอเลี้ยวออกนอกสายตา
ห้องนอนที่จัดเตรียมไว้ให้เธอใหญ่โตเกินความจำเป็น เตียงคิงไซส์อยู่กลางห้อง หันหน้าไปสู่หน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นทะเลตอนกลางคืนได้อย่างชัดเจน มีโต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะทำงานเล็กๆ และตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนยังว่างเปล่า เมขลาเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังความมืดที่ปกคลุมอยู่ภายนอก ใจของเธอรู้สึกหนักอึ้งด้วยความกังวลและความไม่แน่ใจ
เธอดึงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า มองหน้าจอที่ว่างเปล่า ไม่มีข้อความหรือสายที่ missed call เธอคิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ที่กำลังป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หาย คิดถึงพ่อที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินจากการลงทุนที่ผิดพลาด การยอมรับข้อเสนอของคีรินอาจเป็นทางออกเดียวที่รวดเร็วพอที่จะช่วยทุกคนได้ แต่ในใจลึกๆ ของเธอ มีคำถามที่คอยรบกวนอยู่เสมอว่าเธอกำลังแลกอะไรกับสิ่งที่จะได้รับ
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น ทำให้เธอสะดุ้ง
“ใคร?” เมขลาถามเสียงดังพอให้ได้ยินผ่านประตูไม้หนา
“ผม” เสียงของคีรินดังแว่วมา “ลืมให้กุญแจคุณ”
เมขลาเดินไปเปิดประตูแง้มไว้เล็กน้อย เห็นเขายืนอยู่ข้างนอก ในมือถือกุญแจชุดหนึ่ง
“ขอบคุณ” เธอเอื้อมมือไปรับ แต่คีรินไม่ยื่นให้ทันที
“มีอีก一件事” เขาพูด “พรุ่งนี้เมื่อครอบครัวของผมมา พวกเขาอาจจะขอชมรอบบ้าน รวมถึงห้องนอนของเราด้วย”
เมขลามองหน้าเขาโดยไม่เข้าใจ “แล้ว?”
“ห้องนอนของผมอยู่คนละปีกกับคุณ แต่นั่นอาจทำให้พวกเขาสงสัย” คีรินอธิบาย “ตามธรรมเนียมของครอบครัวผม คู่แต่งงานใหม่ควรอยู่ห้องเดียวกัน อย่างน้อยก็ในช่วงแรก”
ความหมายของคำพูดนั้นค่อยๆ ตกผลึกในความคิดของเมขลา “คุณกำลังจะเสนออะไร?”
“ผมคิดว่าเราควรจัดห้องนอนนี้ให้ดูเหมือนว่าเราอยู่ร่วมกัน” เขาพูดอย่างเป็นกิจจะลักษณะ “ของใช้บางส่วนของผมจะถูกย้ายมาไว้ที่นี่พรุ่งนี้เช้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่สมจริง”
เมขลารู้สึกไม่สบายใจกับความคิดนี้ “แต่ในข้อตกลง...”
“ข้อตกลงของเราคือการไม่มีความสัมพันธ์ทางกาย” คีรินตัดบท “และนั่นจะยังคงเป็นเช่นนั้น การย้ายของใช้บางส่วนมาเป็นเพียงการแสดง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใดๆ”
“แล้วตอนกลางคืน?” เมขลาถามเสียงต่ำ
“ผมจะนอนที่ห้องของผมตามปกติ” เขาตอบ “แต่ถ้ามีใครมาเยี่ยมอย่างไม่บอกล่วงหน้า ซึ่งเป็นไปได้สูงกับครอบครัวของผม เราอาจต้องเตรียมแผนสำรอง”
เมขลาหายใจออกยาวๆ “นี่ซับซ้อนกว่าที่ฉันคิดไว้มาก”
“ผมเตือนคุณแล้วว่าครอบครัวของผมไม่ใช่คนง่ายๆ” คีรินพูด “ถ้าคุณรู้สึกว่าทำไม่ได้ เราสามารถยกเลิกข้อตกลงตอนนี้เลย ก่อนที่อะไรๆ จะดำเนินไปไกลเกินไป”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนทางออกที่ง่าย แต่เมขลารู้ว่าเธอไม่มีทางเลือกนั้นจริงๆ ภาระหน้าที่ต่อครอบครัวและความจำเป็นทางการเงินผูกมัดเธอไว้กับข้อตกลงนี้
“ไม่” เธอพูดเสียงแน่วแน่ “ฉันทำได้ แค่ต้องรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ”
คีรินศึกษาหน้าเธออีกครั้งก่อนจะพยักหน้าและยื่นกุญแจให้ “ดี แล้วพรุ่งนี้เช้าเราควรใช้เวลาร่วมกันในการทานอาหารเช้า เพื่อสร้างความคุ้นเคยบางอย่างก่อนที่พวกเขาจะมา”
“กี่โมง?”
“เจ็ดนคร半 ผมจะรอคุณที่ห้องอาหาร” เขาพูด “ราตรีสวัสดิ์ เมขลา”
“ราตรีสวัสดิ์” เธอตอบอย่างเป็นทางการก่อนจะปิดประตูเบาๆ
เมขลาเอนหลัง靠在ประตู รู้สึกได้ถึงความเย็นของไม้ผ่านเสื้อผ้าเบาบาง เธอมองไปรอบๆ ห้องนอนใหญ่โตที่ดูเหงาและเย็นยะเยือก แม้จะมีเครื่องปรับอากาศที่ตั้งอุณหภูมิไว้พอเหมาะก็ตาม ความรู้สึกอ้างว้างครอบงำเธอในขณะนั้น การตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ดูเหมือนจะฉลาดน้อยลงทุกนาที
เธอดึงกระเป๋าเดินทางขึ้นมาวางบนเตียงแล้วเริ่มเปิดออก เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวไม่มากนักถูกจัดเรียงอยู่ภายในอย่างเป็นระเบียบ เมขลาเริ่มนำสิ่งของออกมาวางบนเตียง แต่แล้วเธอก็หยุดชะงัก เมื่อเห็นกล่องไม้เล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นผ้า เธอหยิบมันขึ้นมา เปิดฝาออกอย่างระมัดระวัง ภายในเป็นสร้อยคอทองคำเก่าๆ ที่แม่ให้เธอไว้ก่อนย้ายออกจากบ้าน
“ลูกต้องแข็งแรงนะ” คำพูดของแม่ยังก้องอยู่ในหู “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จำไว้ว่าลูกทำเพื่อครอบครัว”
น้ำตาซึมขึ้นมาที่ตาของเมขลา แต่เธอไม่ยอมให้มันร่วงหล่น เธอปิดกล่องแล้ววางมันไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง สายตาของเธอเหลือบไปเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก ใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้า ดวงตาที่เคยเปล่งประกายตอนวัยรุ่นตอนนี้ดูหมองเศร้า
เธอเปลี่ยนเป็นชุดนอนแล้วเข้านอน แม้จะรู้ว่าคงหลับไม่ลง ตะแคงมองออกไปนอกหน้าต่างที่แสงจันทร์ส่องเข้ามาพอให้เห็น轮廓ของเฟอร์นิเจอร์ในห้อง ความเงียบที่นี่แตกต่างจากความเงียบในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของเธอในเมือง ที่นี่มีความเงียบที่กดทับ ราวกับว่าตัวบ้านหลังนี้กำลังฟังและตัดสินทุกการเคลื่อนไหวของเธอ
คีรินกลับไปที่ห้องทำงานของเขาในปีกตะวันออกของบ้าน เขานั่งลงบนเก้าอี้หนัง behind โต๊ะทำงานใหญ่ที่ทำจากไม้สักเก่า ในมือยังถือแก้ววิสกี้ที่เติมมาใหม่ เขามองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งมองเห็นทัศนียภาพแบบเดียวกับที่เมขลามอง แต่จากมุมที่ต่างกัน
ความคิดของเขาย้อนกลับไปยังการสนทนาก่อนหน้านี้กับทนายความของครอบครัว
“คุณแน่ใจแล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้เหรอ คีริน?” ทนายความชายสูงอายุถามด้วยน้ำเสียงกังวล “การแต่งงานเทียมเป็นความเสี่ยงสูง ถ้าครอบครัวของคุณรู้...”
“พวกเขาจะไม่รู้” คีรินตอบอย่างมั่นใจ “และนี่เป็นทางเดียวที่จะรักษาบริษัทไว้ได้ ปู่ตั้งเงื่อนไขนี้ไว้อย่างจงใจ เพราะรู้ว่าผมไม่เคยสนใจเรื่องแต่งงาน”
“แต่หญิงสาวคนนี้ คุณรู้จักเธอดีแค่ไหน?”
“พอ” คีรินตอบสั้นๆ “เธอมีแรงจูงใจที่แข็งแรงพอที่จะร่วมมือ แต่ก็ไม่มากจนจะสร้างปัญหา”
ทนายความพยักหน้าแต่ยังดูไม่สบายใจ “เพียงหนึ่งปี แล้วคุณจะได้หุ้นส่วนใหญ่ตามพินัยกรรม หลังจากนั้นคุณสามารถหย่ากับเธอได้โดยให้เงินตามสัญญา ฟังดูเรียบร้อยดี แต่ชีวิตไม่เคยเรียบร้อยอย่างที่วางแผนไว้”
คำเตือนนั้นยังคงก้องอยู่ในหูของคีรินขณะที่เขาจิบวิสกี้ เขามองไปยังปีกตะวันตกของบ้าน ที่ซึ่งแสงไฟจากห้องนอนหนึ่งยังสว่างอยู่ เขารู้ว่าเมขลายังไม่นอน และอาจจะกำลังถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกันกับที่เขาถามตัวเอง
ครอบครัวของคีรินไม่ใช่ครอบครัวธรรมดา ธนาศิริเป็นนามสกุลที่มีอิทธิพลและมั่งคั่งมาหลายชั่วอายุคน แต่ภายใต้ความสำเร็จและความหรูหรา มีการแข่งขันและความขัดแย้งที่ซ่อนเร้น พินัยกรรมของปู่ที่กำหนดให้คีรินต้องแต่งงานจึงเป็นเครื่องมือสุดท้ายที่จะบังคับให้เขาเข้าสู่รูปแบบชีวิตแบบดั้งเดิมที่ปู่เชื่อว่าเหมาะสมกับการเป็นผู้นำครอบครัว
คีรินไม่เคยเชื่อในเรื่องความรักหรือการแต่งงาน เขาเห็นมาพอจากความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวของพ่อแม่และญาติๆ การแต่งงานสำหรับเขาเป็นเพียงพันธมิตรทางธุรกิจรูปแบบหนึ่ง และครั้งนี้ก็ไม่แตกต่าง เขาเพียงเลือกพันธมิตรที่สามารถให้สิ่งที่เขาต้องการในเวลาที่กำหนด โดยมีเงื่อนไขการยุติความสัมพันธ์ที่ชัดเจน
แต่ขณะที่มองไปยังแสงไฟจากห้องนอนของเมขลา เขารู้สึกถึงความกังวลบางอย่างที่เขาไม่เคยคาดคิด เมขลาไม่เหมือนกับผู้หญิงอื่นๆ ที่เขาเคยพบ เธอมีเกียรติและศักดิ์ศรีแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพึ่งพาเขา มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับเขาโดยไม่ย่อท้อ แต่ในขณะเดียวกันก็มี脆弱บางอย่างในดวงตาที่เธอพยายามซ่อนไว้
เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังทะเลที่กำลังถูกคลื่นซัดฝั่งอย่างไม่หยุดหย่อน ชีวิตของเขาก็เหมือนกับทะเลแห่งนี้ ดูสงบภายนอกแต่เต็มไปด้วยกระแสน้ำลึกที่ไหลเวียนอยู่เบื้องล่าง การนำเมขลาเข้ามาในชีวิตของเขาอาจเป็นการรบกวนความสงบนั้น หรือไม่ก็อาจเป็นคลื่นลมใหม่ที่เขาต้องการเพื่อเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง
คีรินหันหลังให้กับหน้าต่างและกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เขาเปิดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปและเริ่มตรวจสอบอีเมลงาน แต่สมาธิของเขากระจัดกระจาย ความคิดวนเวียนอยู่ที่ผู้หญิงคนนั้นที่กำลังนอนอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่สิบเมตร แต่กลับรู้สึกเหมือนอยู่คนละโลกกัน
ในห้องนอนของเธอ เมขลาลุกขึ้นนั่งบนเตียงอีกครั้ง เธอดึงผ้าห่มมาพันรอบตัวเพื่อต่อสู้กับความเย็นที่เธอรู้สึกทั้งจากอากาศและจากภายในใจ เสียงคลื่นที่กระทบฝั่งดังก้องอยู่ในหูของเธอเป็นจังหวะซ้ำๆ น่าเบื่อ แต่ก็น่าฟังในเวลาเดียวกัน
เธอนึกถึงวันแรกที่ได้พบคีริน ในการประชุมที่จัดขึ้นโดยทนายความของเขา เขาเข้ามาในห้องด้วยท่าทางมั่นใจแต่ไม่หยิ่งยโส พูดจาเรียบร้อยและตรงไปตรงมา ข้อเสนอของเขาโหดร้ายในความตรงไปตรงมา แต่ก็ให้เกียรติเธอในระดับหนึ่ง เขาไม่พยายามปกปิดหรือทำให้เรื่องนี้ดูโรแมนติก แต่บอกชัดเจนว่านี่คือการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ
“คุณจะได้เงินจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งเมื่อเซ็นสัญญา อีกครึ่งหนึ่งหลังจากหนึ่งปีเมื่อเราแยกทางกัน” คีรินพูดขณะ推แผ่นกระดาษที่มีตัวเลขจำนวนมากมายให้เธอดู “ระหว่างนั้นคุณต้องอาศัยอยู่ในบ้านของผม ปรากฏตัวในงานสังคมต่างๆ ในฐานะภรรยาของผม และสร้างภาพลักษณ์ของคู่แต่งงานที่มีความสุข”
“และถ้าฉันปฏิเสธ?” เมขลาถามในวันนั้น
คีรินพยักหน้าเหมือนคาดการณ์คำถามนี้ไว้แล้ว “คุณมีสิทธิ์ปฏิเสธแน่นอน และผมจะหาคนอื่น แต่จากที่ผมทราบ คุณมีเวลาไม่มากสำหรับการตัดสินใจ หนี้สินของครอบครัวคุณกำลังจะถึงกำหนดชำระ และแม่คุณต้องการการรักษาพิเศษที่ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย”
เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ รู้จุดอ่อนและความจำเป็นของเธอ นั่นทำให้เมขลารู้สึกอ่อนแอและถูกจับตัวได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“ทำไมต้องเป็นฉัน?” เธอถาม “มีผู้หญิงอีกมากที่อาจยินดีกับข้อเสนอแบบนี้”
คีรินมองตาเธออย่างจริงจัง “เพราะคุณไม่ต้องการมันจริงๆ”
คำตอบนั้นทำให้เธอประหลาดใจ
“คนที่ไม่อยากได้สิ่งนี้จริงๆ จะไม่สร้างปัญหาเมื่อเวลาต้องแยกทาง” เขาอธิบาย “และคุณมีพื้นเพครอบครัวที่ดี แม้จะประสบปัญหาทางการเงินในปัจจุบัน แต่ชื่อเสียงของคุณยังดี ไม่มีประวัติที่อาจทำให้ครอบครัวผมตั้งข้อสงสัย”
เมขลาจำได้ว่าเธอนั่งเงียบอยู่เป็นเวลานานในวันนั้น ก่อนจะพยักหน้าและเซ็นสัญญาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย การตัดสินใจในวันนั้นนำพาเธอมาสู่คืนนี้ ในห้องนอนแปลกหน้าที่รู้สึกทั้งใหญ่โตและคับแคบในเวลาเดียวกัน
เสียงนาฬิกาในห้องดังติกตักดังขึ้น ทำให้เธอรู้ว่าตอนนี้เลยเที่ยงคืนไปแล้ว เธอนอนลงบนเตียงอีกครั้ง พยายามปิดตาและบังคับให้ตัวเองนอนหลับ แต่ภาพของคีรินยังคงลอยอยู่ในความคิด เธอคิดถึงสายตาของเขาที่ดูเหมือนจะมองทะลุเธอได้ทุกครั้งที่สนทนากัน คิดถึงน้ำเสียงที่เย็นชาแต่ไม่หยาบคาย คิดถึงระยะห่างที่เขารักษาไว้ระหว่างพวกเขา
บางทีอาจดีแล้วที่เขารักษาระยะห่าง เมขลาคิดกับตัวเอง ในสถานการณ์เช่นนี้ ความใกล้ชิดย่อมนำมาซึ่งความซับซ้อนที่เธอไม่ต้องการ เธอต้องการเพียงผ่านปีนี้ไปให้ได้ รับเงินตามสัญญา แล้วก็จากไปเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ โดยหวังว่าปัญหาทั้งหมดของครอบครัวจะได้รับการแก้ไข
แต่ลึกๆ ในใจ เธอรู้ว่าชีวิตไม่เคยง่ายอย่างที่คิด
คีรินยังคงนั่งอยู่ในห้องทำงานของเขา เขาปิดคอมพิวเตอร์แล้วแต่ยังไม่ต้องการนอน ความคิดเกี่ยวกับพรุ่งนี้ทำให้เขาต้องวางแผนอย่างละเอียด ครอบครัวของเขาที่จะมาเยี่ยมไม่ใช่การเยี่ยมธรรมดา แต่เป็นการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์
ลุงของเขา วิทย์ ธนาศิริ เป็นคนหลักที่เขาต้องกังวล วิทย์เป็นน้องชายของพ่อเขา และเป็นคนที่ไม่พอใจที่คีรินได้รับตำแหน่งซีอีโอแทนที่ลูกชายของเขาเอง เขาจะจับตาดูทุกความผิดพลาดและหาช่องโหว่ในเรื่องแต่งงานนี้
และแล้วยังมีแม่ของคีรินเอง ที่แม้จะรักลูก แต่ก็ถูกครอบงำโดยความคิดแบบดั้งเดิมและต้องการเห็นลูกชายแต่งงานมีครอบครัวอย่างสมบูรณ์แบบ เธออาจจะยินดีกับข่าวการแต่งงาน แต่ก็จะคาดหวังในหลายๆ ด้านที่คีรินและเมขลาไม่อาจตอบสนองได้
คีรินลุกขึ้นเดินไปยังห้องนอนของเขา แต่แทนที่จะเข้านอน เขายืนอยู่ที่หน้าต่างมองออกไปยังทะเลอีกครั้ง ความรู้สึกกดดันที่เขารู้สึกไม่ใช่แค่จากสถานการณ์แต่งงานเทียม แต่มาจากความรับผิดชอบทั้งหมดที่เขามีต่อบริษัทและพนักงานหลายพันคน
บางครั้งเขาถามตัวเองว่าการสืบทอดธุรกิจครอบครัวเป็นสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ หรือไม่ หรือเป็นเพียงสิ่งที่คาดหวังจากเขา since เด็ก เขาจำได้ว่าตอนเด็กๆ เขาอยากเป็นสถาปนิก อยากออกแบบอาคารที่สวยงามเหมือนวิลล่าหลังนี้ แต่โชคชะตาพาเขามาในเส้นทางอื่น
และตอนนี้โชคชะตาก็นำพาเมขลาเข้ามาในชีวิตของเขา ผู้หญิงที่เขารู้จักเพียงผิวเผิน แต่ต้องแบ่งปันชีวิตด้วยในระดับหนึ่ง เป็นสถานการณ์ที่แปลกและซับซ้อนที่สุดที่เขาเคยพบ
เขาหันหลังให้กับหน้าต่างและเตรียมตัวเข้านอน แต่ก่อนจะปิดไฟ เขามองไปยังทิศทางของห้องนอนเมขลาอีกครั้ง แสงไฟที่นั่นดับแล้ว เธอน่าจะหลับไปแล้ว หรือไม่ก็กำลังนอนคิดถึงสถานการณ์ที่ตัวเองตกอยู่เหมือนที่เขาทำ
คีรินปิดไฟและเข้านอนในห้องที่มืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านม่านบางๆ เข้ามา ความเงียบของคืนแรกในวิลล่ากระจกหลังนี้เต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ และความตึงเครียดที่ถูกซ่อนไว้ใต้พื้นผิวของข้อตกลงทางธุรกิจ
สำหรับทั้งคู่ คืนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปีที่ทั้งท้าทายและกำหนดชะตาชีวิตของพวกเขาในหลายๆ ด้าน และไม่มีใครรู้ว่าที่สุดแล้ว การแสดงที่พวกเขาเริ่มต้นนี้จะนำพาไปสู่จุดจบเช่นใด