ข้อสี่
สัญญาเจ็ดข้อ เงินห้าล้าน เก้าสิบวัน... และผู้ชายที่ไม่เคยยิ้มให้ใคร ปรางยอมเซ็นทุกข้อ เพราะสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เงิน


ลมเย็นจากแม่น้ำปะทะกระจกโถงจนปรางขนลุก แต่เท้าเธอไม่ถอย
ในกำมือคือรูปเก่าใบเล็ก ขอบเหลือง พี่ปริมยิ้มอยู่กลางแสงแดด สร้อยพระจันทร์เสี้ยวพักที่ไหปลาร้า ปรางกำรูปแน่นจนกระดาษย่น แล้วยกหน้าขึ้นมองแถวลิฟต์ ตัวเลขเรืองแสงไต่ไปจนถึงชั้นสามสิบแปดของตึกกระจก ที่ชื่อสลักใหญ่บนหินอ่อน
วงศ์เทียร กรุ๊ป
"พี่..." เสียงเธอแหบในลำคอ "ฉันมาถึงแล้ว"
วันที่สิบสี่กันยายน ปีที่แล้ว พี่ปริมหายไปจากห้องเช่า ไม่ทิ้งจดหมาย ไม่ทิ้งกระเป๋าใบโปรด มีแต่แก้วน้ำที่ยังไม่ล้าง และที่ว่างบนเตียงซึ่งยังบุบเป็นร่องคนนอน
ตำรวจมา ถามไม่กี่คำ จดชื่อ จดวัน แล้วปิดคดีด้วยประโยคเรียบๆ ว่าเดินทางออกนอกประเทศโดยสมัครใจ
ปรางไม่เชื่อสักคำ
พี่สาวคนนั้นไม่ทิ้งน้อง แม้พ่อจะคนละคน แม้ป้ายชื่อจะคนละใบ พี่ใช้สกุลเกียรติกุล เธอใช้ศรีวรรณของแม่ แต่สายตาที่หันมาหาเธอเสมอ คือสายตาของคนเลือดเดียวกัน
หลังคดีถูกพับใส่ลิ้นชัก มีประกาศสั้นๆ ส่งมาทางสำนักงานกฎหมาย ไม่มีตราบริษัทบนหัวกระดาษ มีแต่ประโยคที่คนส่วนใหญ่หัวเราะทิ้ง
ต้องการภรรยาตามสัญญา เก้าสิบวัน ค่าตอบแทนห้าล้านบาท
ปรางไม่หัวเราะ
เธอนั่งอ่านใบนั้นซ้ำในห้องเช่าไฟวอม นักบัญชีตกงานกับซองจดหมายใบเดียว และรูปพี่สาวที่ซีดลงทุกวัน เงินห้าล้านซื้ออะไรได้หลายอย่าง แต่ซื้อพี่ปริมคืนมาไม่ได้
สิ่งที่ซื้อได้คือประตู
ประตูบานที่พี่เคยเดินเข้า แล้วไม่มีใครเห็นเดินออก
"ถ้าต้องเซ็น ฉันเซ็น" เธอกระซิบใส่รูป "แต่ฉันไม่ได้มาเพื่อเงิน"
เธอสอดรูปกลับเข้าซองในกระเป๋า นิ้วเย็นชิดผ้าไหมสีงาช้าง กระโปรงดำรัดเอวเมื่อก้าว ต่างหูห่วงทองแกว่งเบาๆ ส้นรองเท้าเคาะหินอ่อนเป็นจังหวะที่ไม่ยอมสั่น
ลิฟต์ขึ้นช้าเกินใจ
ทุกชั้นที่ผ่าน คืออีกก้าวที่ถอยกลับไม่ได้
ประตูห้องทำงานชั้นสามสิบแปดเปิดก่อนที่ปรางจะได้จัดลมหายใจ
กลิ่นหนังกับกาแฟจางๆ ลอยในห้องที่เย็นจนข้อนิ้วแข็ง ผนังกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นดำใต้แสงเมืองที่กำลังติดทีละดวง
ผู้หญิงผมบ๊อบดำกรอบหน้า นั่งไขว่ห้างข้างโต๊ะสีดำ ปากแดงเข้ม ชุดเบลเซอร์สีดำคอปิดลึก ส้นเข็มชี้มาทางประตูเหมือนชี้คนผิด
"คุณปราง ศรีวรรณ" เสียงเธอหวาน แต่ตาไม่ยิ้ม "นั่งสิคะ อย่ายืนเกร็งแบบคนมาสมัครงาน งานนี้เขาไม่ได้ดูเรซูเม่"
ปรางนั่ง เข่าชิด หลังตรง
อีกฝั่งของโต๊ะมีผู้ชาย
เขาไม่ลุกต้อน ไม่เอ่ยชื่อตัวเอง เสื้อกั๊กเนวีตัดกับไหล่กว้าง เชิ้ตขาวเผยคอไว้เสี้ยวหนึ่งก่อนกระดุมเม็ดบนจะเก็บความสุภาพ ผมดำเซ็ตเรียบไปด้านหลัง เมื่อเขาเงยหน้า แผลเป็นบางๆ ที่ผ่าคิ้วซ้ายติดแสงไฟเพียงแวบ
สายตาเขาเย็น และนิ่ง
ไม่ทักทาย ไม่ถาม ไม่แม้แต่พยักหน้า แค่กวาดมองเธอจากโคนผมถึงมือบนตัก ช้าจนปรางรู้ทันทีว่าตัวเองกำลังถูกตีราคา
"คุณภูริ วงศ์เทียร" ผู้หญิงผมบ๊อบพูดผ่านๆ ราวกับชื่อนั้นอธิบายตัวเอง "ฉันลลิน ทนายที่ร่างสัญญาฉบับนี้ คืนนี้ฉันจะอ่านให้ฟังทีละข้อ จนคุณรู้ว่ากำลังเซ็นขายอะไร"
"ฉันมาฟัง" ปรางว่า "ไม่ได้มาให้ถูกดูถูก"
ลลินหัวเราะสั้น เสียงแห้ง
"ดีค่ะ คนปากแข็งอยู่ในบ้านหลังนี้ได้พอประมาณ"
เธอเปิดแฟ้มบาง กระดาษไม่กี่แผ่น ตัวอักษรเรียงแน่นเหมือนกับดัก
ภูริไม่พูด
นิ้วเขาวางบนสำเนาชุดเดียวกัน นาฬิกาเหล็กหน้าปัดเขียวขยับครั้งเดียวตอนเขาพลิกแผ่น แล้วก็หยุด
เขาไม่ได้อ่าน
เขามองเธอ
"ข้อหนึ่ง" ลลินยืดเสียง "จดทะเบียนสมรส และอยู่บ้านเทียรทองเก้าสิบวัน"
เธอทิ้งจังหวะให้คำว่าเก้าสิบฟังเหมือนโทษ
"ไม่ย้ายออก ไม่ค้างคืนที่อื่น ไม่หายกลางทางเพราะคิดมาก"
"ประโยคหลังไม่มีในกระดาษ" ปรางว่า
"ในกระดาษมีผลลัพธ์ค่ะ" ลลินยกมุมปาก "เซ็นแล้วต้องอยู่ครบ ขาดแม้คืนเดียว สัญญาตาย และห้าล้านก็กลับไปเป็นตัวเลขในประกาศที่คนอื่นหัวเราะทิ้ง"
ปรางหุบปาก
เล็บสีเข้มของลลินเขี่ยบรรทัดถัดไป
"ข้อสอง ต่อหน้าคนอื่นต้องเป็นสามีภรรยาที่รักกัน"
"จับมือได้ จูบได้ ยิ้มได้" เธออ่านต่อเหมือนกำลังสั่งละคร "เวลาถูกถามว่าเจอกันอย่างไร ต้องเล่าเรื่องเดียวกันโดยไม่กะพริบตา"
"ให้ฉันแสดง"
"ให้ทั้งบ้านเชื่อ" ลลินมองผ่านชายผมตรงเป๊ะ "คนในบ้านเทียรทองไม่ได้หลับตาให้ของปลอมค่ะ เล่นไม่เนียน คุณออกก่อนกำหนด และออกมือเปล่า"
ภูริขยับข้อมือเล็กน้อย
ไม่ขัด ไม่ช่วย
ปรางรู้สึกถูกชั่งอีกครั้ง ราวกับคำว่าเล่นไม่เนียนคือข้อสอบที่ยังไม่มีเฉลยวางให้
"ข้อสาม" เสียงลลินเบาลง และเย้ยกว่าเดิม "นอนห้องเดียวกัน เตียงเดียวกัน"
เธอยิ้มกับกระดาษ
"ทุกคืน ไม่มีโซฟาให้หนี ไม่มีห้องแต่งตัวให้แอบไปตอนดึก และไม่มีข้ออ้างว่าเป็นไข้"
ความร้อนแล่นขึ้นแก้ม ทั้งที่แอร์เย็นเฉียบ
"เพื่อให้คนเห็นว่าอยู่กินด้วยกันจริง" ปรางพูด หาอะไรยึด
"เพื่อให้เงื่อนไขสมบูรณ์ต่างหาก" ลลินตอบเร็ว "คุณไม่ต้องรู้มากไปกว่านั้น รู้แค่หมอนใบเดียวกันไม่ใช่ข้อเสนอ มันคือเงื่อนไข"
ภูริเอนหลังนิดเดียว
แสงเมืองตัดไหล่เขาเป็นเส้นคม สายตาไม่ละจากหน้าปราง ไม่ลาม ไม่รีบ แค่เก็บทุกอย่างที่ขยับบนใบหน้าเธอ เหมือนลงบัญชี
ปรางไม่หลบ
"ข้อสี่" ลลินทิ้งจังหวะยาวกว่าทุกข้อ "ห้ามแตะต้องร่างกายกันเกินกว่าที่ต้องแสดง"
ยิ้มของเธอบาง
"เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายยินยอม"
คำนั้นตกบนโต๊ะไม้อย่างตั้งใจ
ปรางได้ยินเสียงตัวเองกลืนน้ำลาย ดังในหูเกินไป
"แปลว่าไม่มีใครถูกบังคับ" เธอว่า เสียงแน่นกว่าที่ตั้งใจ
"แปลว่าประตูยังล็อกค่ะ" ลลินพยักหน้าช้า "จนกว่าจะมีคนยอมไข และคนที่ยอมต้องเป็นทั้งสองคน ไม่ใช่คนเดียวเมา นึกสนุก หรือนึกว่าห้าล้านซื้อได้ทุกตารางนิ้ว"
ห้องเงียบลงครึ่งวินาที
ลลินไม่รอให้มันงอก
"ข้อห้า ห้ามถามเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย"
เธอกวาดตาขึ้นมา
"อดีต ครอบครัว เหตุผลที่มานั่งเก้าอี้ตัวนี้ ทั้งหมดอยู่นอกสัญญา คุณถามได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ได้คำตอบ ถ้าอีกฝ่ายไม่ตอบ คุณก็ไม่มีสิทธิ์งอน"
"สะดวกดี" ปรางประชด "สำหรับคนมีอะไรปิดไว้"
"สะดวกสำหรับทั้งคู่ค่ะ" ลลินไม่สะทกสะท้าน "หรือคุณพร้อมให้คนแคะประวัติตรงนี้"
ปรางไม่ตอบ
เธอไม่เอื้อมหากระเป๋า
"ข้อหก" ลลินอ่านช้าเป็นพิเศษ "ห้ามตกหลุมรัก"
คราวนี้เธอหัวเราะออกมาจริง เสียงสั้น สวย และเสียด
"ข้อนี้น่ารักที่สุดในเจ็ดข้อ คนร่างหนังสือต้องเชื่อว่าหัวใจสั่งได้ด้วยลายเซ็น"
"ฉันไม่ได้มาหาความรัก"
"คนที่พูดประโยคนี้ มักเป็นคนแรกที่ทำหน้าแตก เมื่อได้ยินลมหายใจของอีกคนข้างหมอน"
ลลินชี้คางไปทางภูริโดยไม่มองเขา
"ส่วนเขาไม่ต้องมีข้อหกด้วยซ้ำ ผู้ชายคนนี้ไม่เคยรักใครเป็นมาตั้งแต่แรก"
ภูริไม่ยิ้ม
เขามองปรางต่อ นิ่ง จนเธอเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองคือคน หรือคือช่องว่างที่กำลังถูกวัดว่าจะใส่ลงในบ้านหลังนั้นได้พอดีหรือเปล่า
"ข้อเจ็ด" ลลินถึงแผ่นสุดท้าย "ครบเก้าสิบวัน หย่าทันที รับเงินห้าล้านบาท"
เธอปิดท้ายด้วยน้ำเสียงเหมือนอ่านเมนู
"ไม่ต่อ ไม่ขอ ไม่มีน้ำตาในสำนักทะเบียน แล้วทั้งคู่กลับไปเป็นคนแปลกหน้า เหมือนวันนี้ไม่เคยเกิด"
ลมจากช่องแอร์พัดชายผมปรางให้โดนแก้ม
ห้าล้าน เก้าสิบวัน เจ็ดข้อ ไม่มีข้อไหนเบา
ลลินวางแฟ้มลง กระดาษกระแทกไม้ดำดังเบาๆ
"นี่คือทั้งหมด" น้ำเสียงเย้ยจางลงเหลือคม "ไม่มีข้อแปดให้ต่อรอง ไม่มีเชิงอรรถให้แอบแก้ และไม่มีใครในห้องนี้จะมาบอกว่ามันไม่น่ากลัวอย่างที่อ่าน"
เธอหันไปหาภูริ รอ
ภูริไม่รับสายตานั้น
เขายังมองปรางคนเดียว ตั้งแต่หัวจรดนิ้วที่กำจนข้อซีด สายตาเย็น สุภาพ และไม่ละอาย ของคนที่ประเมินสินค้าชิ้นหนึ่งว่าจะทนไฟในบ้านเขาได้หรือไม่
ปรางเงยคาง
บนชั้นสามสิบแปด ไม่มีใครยิ้ม
เขาไม่ยิ้มให้คำเย้ยนั้น
นิ้วดึงแฟ้มบางจากกลางโต๊ะกลับมาเปิดเอง กระดาษไม่กี่แผ่น แต่เขาอ่านช้า บรรทัดต่อบรรทัด ไฟเมืองกระพริบบนกระจกหลังไหล่ แม่น้ำเป็นทางมืดยาวใต้ตึก นาฬิกาเหล็กที่ข้อมือขยับตามแผ่นที่พลิก หน้าปัดเขียวรับแสงไฟโต๊ะครั้งเดียว แล้วมืดไปกับแขนเสื้อ
ใบหน้าไม่มีอะไรให้อ่าน
ปรางยืนฟังความเงียบของเขา นานกว่าที่ทนายอ่านทั้งเจ็ดข้อ แอร์เย็นกัดคอเสื้อไหม เธอไม่ได้ถูกเชิญให้นั่งใหม่ และไม่กล้าเดาว่าเขากำลังหาช่องโหว่ หรือกำลังหาเหตุผลจะไล่เธอออก
"ข้อสี่" เขาเอ่ยขึ้นครั้งแรก เสียงต่ำ เรียบ "คุณลลินอ่านข้ามจังหวะ"
ลลินหัวเราะในลำคอ "ฉันตั้งใจค่ะ ให้คำว่ายินยอมค้างไว้สักครู่ คนที่สะดุ้งตรงนี้ มักไม่รอดถึงข้อเจ็ด"
"พอ"
ปากแดงชะงัก ยิ้มไม่ทันหาย
ภูริปิดแฟ้ม วางลงตรงกลางโต๊ะสีดำ แล้วยกตาจากกระดาษมาที่ประตู ไม่ได้ยกไปที่ทนาย
"ออกไปก่อน"
"ภูริ" เสียงเธอหวานขึ้นทันที หวานแบบคนที่ไม่ยอมถูกไล่ "สัญญาฉบับนี้ฉันร่างเอง ถ้าจะมีการถามข้อไหน ควรมีฉันนั่งอยู่ จะได้ไม่ตีความกันทีหลัง"
"ไม่มีอะไรให้ตีความ"
"ผู้หญิงคนนี้ยังไม่ทันเซ็น" ลลินชี้คางไปทางปราง "คุณจะคุยกับผู้สมัครโดยไม่มีทนาย ทั้งที่อีกสิบนาทีคนทั้งบ้านจะเดินเข้ามาดูของที่คุณเลือก"
"สิบนาทีข้างหน้าเป็นเรื่องของผมกับคุณ"
เขาพูดประโยคนั้นโดยหันมาที่ปราง คำว่าคุณจึงไม่เหลือที่ให้ลลินแทรก
ลลินหุบปากแดงได้ครึ่งหนึ่ง เหลือบมองจากปากที่ปรางไม่ยอมยิ้ม ลงมาที่มือที่ยังไม่ยอมวางกระเป๋า
"ระวังนะคะ" กระซิบพอได้ยิน "ผู้ชายคนนี้เงียบตอนแพงที่สุด"
ส้นเข็มเคาะพื้นออกไป ประตูเลื่อนปิดตามหลัง กลิ่นน้ำหอมบางลง จนเหลือหนัง กาแฟเย็น และแม่น้ำที่มองเห็นแต่แตะไม่ได้
ห้องกว้างขึ้นทันทีที่เหลือสองคน
ปรางไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้โต๊ะ เขาไม่ได้แนะนำตัว ไม่ได้บอกว่าอ่านจบแล้วหรือยัง มีแต่สายตาที่กลับมาจับเธอไว้ นิ่ง เย็น และไม่รีบ
นานพอให้เสียงลิฟต์ข้างนอกกลืนหายไปในกระจก
"ทำไมคุณต้องการเงินห้าล้าน"
คำเดียว จริงๆ
ไม่มีคำนำ ไม่มีการเอนตัวมา ไม่มีแม้แต่การชี้แฟ้ม เหมือนคนเปิดบัญชี แล้วรอตัวเลข
ปรางเตรียมประโยคนี้มาตั้งแต่โถงล่าง
"ฉันเป็นหนี้" เสียงเธอแน่นกว่าที่ซ้อม "หนี้ของแม่ บ้านกำลังจะถูกยึด ห้าล้านปิดบัญชีได้ และยังเหลือให้แม่หายใจต่ออีกพัก"
เร็วไปนิด
เธอได้ยินเอง
ในตาเขา มีบางอย่างเปลี่ยนแค่เสี้ยววินาที ไม่ใช่สงสาร ไม่ใช่เชื่อ ม่านตาไม่ขยับตามจังหวะคนได้ยินรายการที่ไม่ลงช่อง ตัวเลขบวกกันแล้วเกินบรรทัด เขาไม่ได้ขมวด ไม่ได้ยิ้มเยาะ แค่กักสายตาไว้ที่ปากเธอนานกว่าคำโกหกควรได้ แล้วปล่อย
ไม่ถามต่อ
ไม่บอกว่าไม่เชื่อ
ปรางรอคำจับผิดจนอุ้งมือชื้น มันไม่มา และความไม่มานั่นแหละที่ทำให้หลังเธอแข็งกว่าเดิม
"คุณไม่ถามอีกว่าหนี้ก้อนไหน" เธอพูด ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรเปิดช่อง
"ข้อห้า" เขาตอบ "ผมไม่มีหน้าที่จะถาม และคุณไม่มีหน้าที่จะได้รับคำตอบ ถ้าผมพูดกลับ"
"งั้นคุณก็ไม่ต้องเชื่อ"
"ผมไม่ได้บอกว่าเชื่อ"
ประโยคนั้นเย็นจนเธอขบกราม
ความจริงกองอยู่ใต้ลิ้น ชื่อพี่ วันที่สิบสี่ ห้องเช่าที่ยังมีร่องบนเตียง เธอกลืนกลับลงไปทั้งก้อน ข้อห้าเพิ่งห้ามเธอถาม มันไม่ได้ห้ามเธอโกหก แต่สายตาเมื่อกี้ทำให้เธอไม่แน่ใจว่ากระดาษช่วยอะไรได้
ภูริลุกจากเก้าอี้ไม่รีบ เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดห่างหนึ่งช่วงแขน ยังไม่แตะ ยังไม่ข้ามระยะของคนแปลกหน้า
"ข้อสองต้องทดสอบ"
"ทดสอบอะไร ฉันเพิ่งฟังจบ"
"ต่อหน้าคนอื่น เราต้องเหมือนรักกันจริง" เขาพูดช้า ทุกคำมีที่วาง "คุณวรรณจะมาที่ออฟฟิศนี้ในสิบนาที"
ชื่อนั้นทำให้ไฟเมืองบนกระจกดูไกลออกไป
"คนถือกุญแจบ้านเทียรทอง" เขาเสริม เมื่อเห็นเธอไม่ทันตั้งตัว "คุณวรรณไม่หลับตาให้ของปลอม เล่นไม่เนียน ข้อสองตายก่อนข้ออื่น และคุณเดินออกไปมือเปล่า"
"ให้ฉันยิ้ม จับมือ พูดตามบท"
"ให้จูบ"
คำนั้นตกเรียบ ไม่มีช่องให้แกล้งไม่ได้ยิน
"จูบให้คุณวรรณเชื่อว่าเราไม่ได้เพิ่งนั่งฟังสัญญาด้วยกัน"
ปรางหัวเราะสั้น คอแห้ง "คุณจะให้คนแปลกหน้าจูบกัน เพื่อหลอกผู้หญิงที่ยังไม่เดินเข้าประตู"
"ไม่ใช่หลอกในหัว" สายตาเขาแตะปากเธอครั้งหนึ่ง แล้วกลับขึ้นมาที่ตา ไม่ลาม ไม่รีบ "คนอย่างคุณวรรณดูว่าริมฝีปากรู้จักกันหรือยัง ดูว่าไหล่คุณหดไหม ดูว่าคุณสะดุ้งเมื่อผมเข้าใกล้หรือเปล่า ยิ้มจากฝั่งตรงข้ามโต๊ะใช้ไม่ได้"
"ฉันแสดงเป็น"
"การแสดงที่ยังยืนห่างขนาดนี้ ไม่พอ"
เขาทิ้งจังหวะให้ความเงียบทำงาน
"เมื่อประตูเปิด ปากคุณต้องดูเหมือนรู้จักปากผมแล้ว ไม่ต้องเลอะ ไม่ต้องเกินสิ่งที่ข้อสองสั่ง แต่ต้องพอให้คนที่ดูของในบ้านนี้มาทั้งชีวิต ไม่ยิ้มแล้วเดินจาก"
"ถ้ายอมจูบ" ปรางสบตาเขา ไม่ยอมลด "ถือว่ายินยอมตามข้อสี่แล้วหรือยัง"
เขาชะงักครึ่งจังหวะ
น้อยมาก จนเกือบไม่ทันเห็น
"ยัง" เสียงเรียบเหมือนเดิม "นี่คือสิ่งที่ต้องแสดง ไม่ใช่สิ่งที่สัญญาเปิดประตูให้ ถ้าคุณไม่ยอม เดินออกไปได้ ห้าล้านอยู่กับกระดาษ และคุณวรรณจะเจอเก้าอี้ว่าง"
ประตูที่เธอตามมาทั้งปีอยู่หลังประโยคนั้น
ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ปากของผู้ชายคนนี้
"สิบนาที" เธอทวน
"เหลือน้อยกว่านั้น ถ้าคุณยังตัดสินใจไม่จบ"
ภูริไม่ยื่นมือ ไม่ก้าวข้ามช่วงที่ยังเหลือระหว่างตัวเขากับตัวเธอ แค่ยืนให้คำสั่งค้างอยู่ในห้องกระจก เย็น สุภาพ และไม่มีทางถอย
"ตัดสินใจตอนนี้"
ปรางปล่อยสายกระเป๋าลงข้างเก้าอี้ หัวใจดังกว่าที่ควรดังสำหรับข้อตกลงบนกระดาษ
"ได้" เสียงเธอแห้ง "แต่แค่ให้เชื่อ แค่นั้น"
เขามองเธอ นิ่ง
"แค่นั้น" ภูริตอบ "จนกว่าคุณวรรณจะเชื่อ"
เขาเดินเข้ามาจนกลิ่นเสื้อกั๊กทับกลิ่นแอร์
ปรางไม่ถอยก่อน แต่ฝ่าเท้าหาขอบพรมเอง เมื่อมือเขาแตะข้อศอก ถามโดยไม่ใช้คำ
"ได้" เธอว่า เสียงแห้งกว่าเมื่อกี้ "แค่ให้เชื่อ"
"ถอยไปที่กระจก"
ไม่ใช่คำเชิญ เธอถอยทีละก้าว ส้นรองเท้าเจอกระเบื้องเย็น
สะบักชนกระจกทั้งบานพร้อมปากเขา
ความเย็นทะลุเสื้อไหมทันที เมืองเป็นจุดทองบนน้ำดำอยู่หลังแผ่นหลังบางๆ ของเธอ จูบแรกไม่ใช่ซ้อม ลึก ช้า ลิ้นเลียรอยต่อริมฝีปากก่อนจะขอเข้า
ปรางอ้าปากเพราะหายใจไม่ทัน ไม่ใช่เพราะบท
ลิปนู้ดโรสเลอะตอนเขาดูดริมล่างค้างไว้ ฟันชนกันนิดหนึ่ง เขาไม่ขอโทษ แค่ปรับมุม แล้วดูดใหม่จนปากเธอบวมเป็นจังหวะ
"อืม—"
เสียงหลุดเอง เล็กจนน่าเกลียด
มือเธอกำปกเสื้อกั๊กทั้งสองข้าง ผ้าดียับใต้เล็บ เขาไม่จัด ฝ่ามือใหญ่รัดเอวก่อน แล้วเลื่อนลงสะโพก หาชายกระโปรงดินสอ
"ข้อสอง" กระซิบติดปากเธอ "คุณวรรณต้องเห็นว่าคุณไม่หนี"
"ฉันไม่หนี"
"งั้นอย่าเกร็งขา"
นิ้วถ่างผ้าดำขึ้น ต้นขาด้านในเจออากาศห้อง แล้วเจอความอุ่นของมือเขา เข่าคั่นระหว่างขาเธอ ไม่ดันแรง แค่พอให้ยืนไม่ได้ถ้าไม่เกาะปก
ปรางอยากผลัก
มือดึงเขาเข้าแทน
จูบรอบนี้เป็นของเธอ โกรธปนมาด้วย เขาตอบจนริมล่างชา ปากเลื่อนลงคอ แล้วจรดไหปลาร้าซ้าย จูบตรงไฝเล็กจนเธอสั่นทั้งตัว
"ภูริ—"
"ถ้าบอกให้หยุด ผมหยุด" เสียงต่ำในผิว "คุณวรรณยังไม่ถึง"
เธอไม่บอก
คำว่าหยุดอยู่ที่ปลายลิ้น แล้วก็ไม่ยอมออก กระจกเย็นกัดหลัง ปากเขาร้อนที่คอ เธอได้ยินเสียงจูบของตัวเองดังในห้องที่กว้างเกินไป เหมือนคนนอกประตูจะได้ยินทั้งที่ยังไม่มีใครมา
มือขวาลื่นใต้กระโปรงจนสุด
ฝ่ามือทาบต้นขาด้านใน นิ่งหนึ่งจังหวะ เหมือนยังเปิดทางให้ผลักออก นิ้วหัวแม่มือวงช้าที่ขอบกางเกงในบาง ไม่สอดเข้า แค่กดผ่านผ้า
ความชื้นของเธอตอบก่อนปาก
"อา..." ปรางผงะในจูบ ตกใจเสียงตัวเองจนตาพร่า
เข่าอ่อน หลังครูดกระจก ไฟเรือลำหนึ่งแล่นไกลลิบ เธอไม่เห็น เห็นแต่ตาเข้มที่ใกล้เกิน ลมหายใจร้อนสลับความเย็นของกระจก
"คุณตอบเร็วกว่าที่ปากบอก"
"หุบปาก"
"ทำไม" นิ้วกลางกดผ่านผ้าอีกครั้ง ช้า ตรงจุดที่เธอไม่ยอมเอ่ยชื่อ "เพราะไม่ใช่ซ้อมแล้วหรือ"
สะโพกขยับสวนเอง
เธอสาบานในใจว่าไม่ได้สั่ง ท้องน้อยรัด เขาถูเป็นวงเดิม ไม่รีบ ไม่ดึงผ้านั้นออก ขอบกางเกงในร้อนและเปียกทุกครั้งที่นิ้วผ่าน
เธอกัดริมล่างตัวเองแล้วก็แพ้ เพราะปากเขาไม่ยอมให้กัดนาน
"คุณวรรณจะมา" คำขาดครึ่งทาง
"อีกไม่กี่นาที" เขาไม่เร่งมือ "ประตูยังไม่เปิด"
"นี่ไม่ใช่ข้อสองแล้ว"
ประโยคนั้นหลุดเพราะโกรธตัวเอง
ภูริชะงักในจูบครึ่งวินาที ตาเข้มขึ้น ไม่มีชัย มีแต่การคุมที่สั่นใต้ผิว
"อยากให้ผมเอามือออกไหม"
ปรางอ้าปาก คำที่ควรออกไม่ยอมออก นิ้วเขายังค้างบนผ้าชื้น รอ เธอส่ายหน้าเล็กจนแทบไม่นับว่าเป็นการตอบ
เขากดหนักขึ้นนิดเดียว จังหวะชัดจนท้องน้อยกระตุก เธอไต่ถึงขอบ ปากอ้า ชื่อเขาค้างที่ลิ้น ร่างกายขอต่อทั้งที่หัวกรีดว่ากระดาษขีดเส้นไว้แล้ว และเธอกำลังขอข้ามมันกับผู้ชายที่ยังไม่ยิ้มให้สักครั้ง
"อย่าเพิ่ง..."
เสียงตัวเองทำให้เธอตกใจกว่านิ้วเขา
แล้วเขาหยุด
ทันที
นิ้วค้างตรงนั้น ไม่กดต่อ ไม่ถอนทันควัน ปากยังแตะมุมปากบวม ลมหายใจสองคนฝ้าบนกระจก เธออยู่ตรงขอบ ตัวสั่น รอจังหวะถัดไปที่ไม่มา
เขาถอนมือช้า จัดชายกระโปรงให้ลง เนี้ยบเหมือนไม่เคยอยู่ข้างใน ทั้งที่ผ้าชั้นในยังจำวงนั้นทุกเส้น
ริมฝีปากเลื่อนมาที่หู
"ข้อสี่" กระซิบต่ำจนคำสั่นบนผิว "เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายยินยอม"
ทิ้งไว้แค่นั้น
ไม่มีจูบปิด ไม่มีมือกลับมา ไม่มีคำขอโทษ เขาถอยครึ่งก้าว เย็นกลับเข้าที่ตา ปกเสื้อยับตรงที่เธอกำยังไม่ถูกจัด
ปรางพิงกระจก เข่าไม่ไหว ร่างกายค้างอยู่ตรงขอบที่เขาไม่ยอมให้ข้าม สะโพกยังไล่ตามจังหวะที่หายไป
โกรธเขา โกรธตัวเอง และยังอยากได้จนน้ำตาคลอโดยไม่ยอมหล่น
"จัดปาก" เสียงเรียบเหมือนไม่ได้เพิ่งทำให้เธอพัง "คุณวรรณถึงแล้ว"
ประตูเลื่อนเปิดก่อนนิ้วเธอจะเช็ดมุมปากได้
กลิ่นดอกไม้จางและแพงมาก่อนตัว คนที่เดินเข้าไม่เร่ง ผมดำเส้นเงินรวบต่ำ ไข่มุกที่คอ กำไลหยก ชุดไหมสีทองอ่อนทรงไทย
คุณนายวรรณ
สายตาคมกวาดห้องครั้งเดียว แล้วหยุดที่ปากปราง
ลิปเลอะมุมปาก ริมล่างบวมชัด คราบจางติดคาง ผมยาวปรกแก้ม หลังยังชิดกระจกเกินกว่าคนที่เพิ่งมาสัมภาษณ์
วรรณยิ้มบาง
"มาพอดี" เธอพูดกับภูริ น้ำเสียงนุ่ม "ฉันบอกว่าสิบนาที ก็สิบนาที"
ภูริหันครึ่งตัว ระยะระหว่างเขากับปรางยังชิดกว่าคู่สัญญา
"คุณแม่" เขาเอ่ยตามมารยาท "นี่คุณปราง"
วรรณไม่มองเขาต่อ
สายตาเลื่อนจากปากบวมขึ้นมาที่ตาเธอ ช้า เหมือนอ่านเอกสารมากกว่าทักทาย
"ชื่อสกุลอะไรคะ"
ปรางกลืน เสียงยังไม่คืน เธอยืดหลังให้พ้นกระจก
"ศรีวรรณ"
วรรณไม่พยักหน้า
ยิ้มบางค้าง ตาคมจ้องต่อ นานผิดปกติ นานจนเสียงแอร์ดังในหู นานจนผู้หญิงคนนั้นแทบไม่หายใจ
ไม่มีคำถามต่อ ไม่มีรอยย่นให้เดา ไม่มีการเหลือบไปหาภูริ
แค่จ้อง
เหมือนนามสกุลนั้นไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นประตูที่เพิ่งแง้ม
"ฉันเห็นพอ" วรรณเอ่ยในที่สุด "สิบนาทีที่ใช้ไป ไม่เสียเปล่า"
กำไลกระทบกันครั้งเดียวตอนหันหลัง ประตูเลื่อนเปิดรับกลิ่นโถง แล้วปิดสนิท
ความเงียบกลับมาทันทีที่ประตูเลื่อนประกบสนิท
ปรางยังไม่ผละจากกระจก หลังเย็นจนเสื้อไหมติดผิว ปากร้อน ร่างกายค้างอยู่ตรงขอบที่เขาตัดทิ้งไว้ เธอขยับเข่าให้รับน้ำหนักได้ แล้วเช็ดมุมปากด้วยหลังมือ คราบลิปติดผิว เช็ดเท่าไหร่ก็ไม่หมด
ภูริยืนห่างออกไปครึ่งห้อง ปกเสื้อที่ยับตรงนิ้วเธอกำ เขาไม่จัด
"มานั่ง"
เสียงเรียบ ไม่ชวนครั้งที่สอง
"เอกสารยังไม่จบ"
"คุณวรรณเดินออกไปแล้ว"
"คุณวรรณไม่ได้มาเซ็น" เขาเดินอ้อมโต๊ะ เปิดแฟ้มบางอีกครั้ง กระดาษไม่กี่แผ่นวางตรงแสงไฟ "คนที่ต้องเซ็นยังอยู่ในห้องนี้"
ปรางผละจากกระจก
เดินมาช้า ส้นรองเท้าเคาะกระเบื้องจนถึงพรม เธอนั่งตรงข้าม กระโปรงดำเรียบ ทั้งที่ข้างในยังไม่ยอมเรียบตาม
ปากกาวางเฉียงข้างบรรทัดว่าง เธอไม่หยิบ
"ก่อนเซ็น" ปรางสบตาเขา "เมื่อกี้ไม่นับ"
ภูริไม่แสร้งว่าไม่เข้าใจ
"ไม่นับ" เขารับ "ข้อสองสั่งให้จูบให้เชื่อ ข้อสี่ยังปิดอยู่ ผมหยุดเพราะคุณไม่ได้พูดว่ายินยอมต่อ และผมก็ไม่ได้ขอเกินนั้น"
"คุณขอด้วยนิ้ว"
"แล้วผมเอาออก"
ไม่มีคำขอโทษในประโยคนั้น
"ถ้าคุณจะใช้เมื่อกี้เป็นเหตุไม่เซ็น ก็เดินออกไปได้ ห้าล้านอยู่กับกระดาษ ไม่ได้อยู่ที่ปากผม"
ปรางหัวเราะสั้น คอแห้ง
"คุณพูดเหมือนคนที่ไม่ได้อยู่ตรงขอบเดียวกับฉัน"
เขาไม่ยิ้ม ไม่แก้ตัว
"ขอบไม่ใช่สัญญา"
ปรางมองปากกา แล้วยกตาขึ้นใหม่
"ข้อหนึ่งเขียนว่าอยู่บ้านนั้นเก้าสิบวัน" เธอพูด "ไม่ใช่เซ็นแล้วหาย"
"อ่านถูก"
"งั้นเก้าสิบวันนั้น ฉันต้องยิ้มให้คนในบ้านคุณ เรียกคุณว่าสามี และไม่สะดุ้งเวลาคุณเดินเข้ามาใกล้"
"คุณวรรณดูเป็น" ภูริพูดช้า "คนอื่นในบ้านก็ดูเป็น ไม่มีใครจ่ายห้าล้านเพื่อดูคู่ที่นั่งห่างกันเหมือนคู่กรณี"
"ฉันไม่ได้มาขายยิ้ม"
"คุณมาเซ็นข้อสอง" เขาไม่ยกเสียง "ยิ้มเป็นส่วนหนึ่งของข้อนั้น ตั้งแต่วินาทีลายเซ็นแห้ง"
เธอมองเจ็ดข้ออีกครั้ง
ตัวอักษรเล็ก เย็น และชัดเกินกว่าจะแกล้งอ่านข้าม ข้อสามให้นอนเตียงเดียวกัน ข้อห้าห้ามถาม ข้อหกห้ามรัก ข้อเจ็ดให้ทุกอย่างจบ พร้อมเงินที่เธอไม่ได้มาเพื่อมัน
ชื่อที่เธอตามหาทั้งปียังอยู่ใต้ลิ้น เธอไม่ยกมันขึ้นมาวางบนโต๊ะนี้
"ข้อหก" เธออ่านออกเสียง "ห้ามตกหลุมรัก คุณจะเซ็นข้อนั้นได้ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ"
"คุณต่างหากที่กำลังจะเซ็น" ภูริพูด "ตอบคำถามตัวเองก่อน"
"ง่ายกว่าข้ออื่น" เธอไม่ยอมลดเสียง "ฉันไม่รักคนที่ประเมินฉันเหมือนของชิ้นหนึ่ง"
"ดี"
เขาไม่เถียง
"คนที่รักกัน มักลืมว่ากระดาษฉบับนี้มีวันหมดอายุ"
"คุณพูดเองนะ ว่าไม่ต้องรัก"
"ผมพูดว่าห้าม" น้ำเสียงไม่ขยับ "ไม่ใช่ไม่ต้อง"
ความเงียบสั้นๆ แอร์กัดคอเสื้อไหม
ปรางกลืนคำที่เกือบหลุด ว่าร่างกายเมื่อกี้ไม่ได้สนใจข้อห้าหรือข้อหก เธอไม่ให้ประโยคนั้นมีชีวิต
"คุณวรรณจ้องนานผิดปกติ" เสียงเบาลง "ตอนได้ยินนามสกุลฉัน"
"ข้อห้า" ภูริตอบทัน "คุณไม่มีหน้าที่จะได้รับคำตอบ และผมไม่มีหน้าที่จะให้"
"งั้นคุณก็เห็นเหมือนกัน"
"ผมเห็นว่าคุณยังไม่เซ็น"
ความเย็นนั้นทำให้เธอโกรธกว่าถ้ายิ้มเยาะ
นิ้ววางบนปากกา กระดาษเย็นกว่าอากาศ
เงินห้าล้านเป็นประโยคที่ซ้อมมาจากโถงล่าง ประตูบ้านหลังนั้นต่างหากที่เธอต้องการ และประตูบานนั้นเปิดด้วยลายเซ็น ไม่เปิดด้วยความจริงที่เธอกลืนไว้
"ฉันเซ็น" เสียงแน่น "ไม่ใช่เพราะเมื่อกี้ และไม่ใช่เพราะคุณเรียกว่าทดสอบ"
"เหตุผลคุณ ข้อห้าคุ้มไว้แล้ว"
เธอลากปากกา
ลายมือไม่สวยตรงชื่อจริง ปราง ศรีวรรณ วันที่หนึ่งของเก้าสิบวัน ไม่มีช่องให้เขียนว่ามาเพื่อใคร เส้นท้ายชื่อสั่นนิด เธอกดให้จบก่อนเขาจะเห็น
ภูริรับปากกาจากนิ้วเธอ เซ็นข้างชื่อนั้น เส้นคม เร็วกว่าตอนเขาอ่านสัญญาทั้งฉบับเสียอีก
เขาปิดแฟ้ม
วางฝ่ามือทับไว้ครู่หนึ่ง แล้วเลิกตาขึ้นมา
"ยินดีต้อนรับสู่บ้านเทียรทอง คุณภรรยา"
คำนั้นตกในห้องกว้าง ไม่มีคนดู ไม่มีรอยยิ้ม
ปรางขบกราม
"ไม่มีคุณวรรณอยู่ในห้องแล้ว"
"ข้อสองไม่ได้เขียนว่าเล่นเฉพาะตอนมีคนดู"
เขายืนขึ้น ระยะกลับมาเป็นของคนแปลกหน้า
"ลิฟต์ขวามือ"
"แค่นี้?"
"สำหรับห้องนี้ แค่นี้" สายตาเลื่อนผ่านปากบวม แล้วเลิกก่อนจะกลายเป็นอย่างอื่น "ลงไปได้เลย"
เธอไม่บอกลา
กระเป๋าถูกหยิบจากข้างเก้าอี้ ประตูเลื่อนเปิดรับโถงที่ว่างกว่าตอนเดินเข้า เธอไม่หันกลับไปมองโต๊ะดำ และไม่มองคนที่ยืนอยู่หลังมัน
ลิฟต์กระจกเงาปิดสนิท
ปรางยืนคนเดียวกลางบานที่สะท้อนเธอสี่ด้าน
ผมยาวสีน้ำตาลเข้มปรกแก้ม ต่างหูห่วงทองขยับเมื่อตัวลิฟต์วูบลง เสื้อไหมสีงาช้างยับนิดที่เอว กระโปรงดำยังเนี้ยบ
และปาก
กระจกไม่เมตตา
ลิปนู้ดโรสเลอะมุมขวา ริมล่างบวมเป็นเส้นชัด คราบจางติดคางจุดเล็กที่นิ้วเช็ดไม่หมด ทั้งสี่บานยืนยันเรื่องเดียวกัน ไม่มีบานไหนยอมให้จูบเมื่อกี้กลายเป็นเรื่องแสดง
เธอเงยคาง เช็ดอีกครั้ง
ยิ่งเช็ดยิ่งเห็น
เลขชั้นวิ่งเร็วกว่าหัวใจ สามสิบแปดหล่นเป็นสามสิบ ยี่สิบห้า ไฟในกระจกเปลี่ยนเป็นแสงเย็นของปล่องลิฟต์ หูได้ยินแต่สายเคเบิลกับลมหายใจตัวเอง
โทรศัพท์สั่นในกระเป๋า
ครั้งเดียว ไม่ใช่สาย
นิ้วที่กำลังจะเก็บลิปสติกชะงัก เธอคว้าเครื่องออกมา หน้าจอสว่างตัดความมืดที่ลึกขึ้นทุกชั้น แสงฟ้าเย็นตกบนหน้า ทั้งสี่บานเห็นตาโตที่ยังไม่ทันอ่าน
เบอร์ไม่รู้จัก
ไม่มีชื่อ ไม่มีรูป
เธอกดเปิด
ข้อความสั้นจนห้องลิฟต์เหมือนแคบลงทั้งสี่ด้าน
"ออกจากบ้านหลังนั้นก่อนจะหายไปเหมือนพี่สาวเธอ"
แชทกับตัวละคร
คุยตัวต่อตัวกับคนในนิยาย แล้วลองล้วงความลับที่เรื่องยังไม่ได้บอก








