กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
รินคิดว่าตัวเองพร้อมสำหรับโชว์คัมแบ็กแล้ว จนเห็นว่าคนคุมซ้อมคือธาม
แสงไฟสีฟ้าสลับสีม่วงตัดผ่านความมืดในห้องซ้อมอันกว้างขวางราวกับท้องทะเลลึก เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นไม้มันวาวดังสม่ำเสมอดังจังหวะนาฬิกาแห่งความทรงจำ รินรู้สึกได้ถึงหยาดเหงื่อเย็นๆ ไหลเลื่อนตามแนวกระดูกสันหลังของเธอ แม้อากาศในห้องจะเย็นจัดจากเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเต็มกำลังก็ตาม เธอกำลังยืนอยู่กลางเวทีจำลองที่สร้างขึ้นในสตูดิโอแห่งนี้ มือหนึ่งกำไมโครโฟนไร้สายแน่นจนข้อนิ้วขาว อีกมือแตะที่ทรวงอกเบาๆ ราวกับพยายามกดความหวั่นไหวที่กำลังเต้นระรัวอยู่ใต้ผ้าสเวตเตอร์เนื้อบางสีเทาอ่อน
“เริ่มใหม่จากท่อนที่สองก่อนโคดา ริน จำได้ไหม? ท่อนที่เสียงดนตรีลดลงเหลือเพียงเปียโนกับเบส” เสียงนั้นดังมาจากมุมห้องที่มืดที่สุด เธอไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น เฉียบขาด และเย็นชา มันคือเสียงของธาม
เธอหลับตาลงชั่วครู่ พยายามดึงสมาธิกลับมาที่บทเพลง ‘รอยร้าวบนกระจกเงา’ เพลงที่เธอเคยร้องครั้งสุดท้ายเมื่อสามปีก่อนในคอนเสิร์ตเล็กๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลง เพลงที่ธามเป็นคนแต่งให้เธอโดยเฉพาะ มันคือเพลงแห่งการจากลาโดยที่เธอไม่เคยเข้าใจความหมายทั้งหมดจนกระทั่งทุกอย่างจบสิ้นไปแล้ว
“ผมรออยู่” เสียงธามดังขึ้นอีกครั้ง ไม่มีอารมณ์โกรธหรือเร่งรีบ แต่กลับทำให้รินรู้สึกเหมือนถูกบีบหัวใจ
เธอพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่หันไปทางเขา แล้วยกไมโครโฟนขึ้น “ขอเริ่มใหม่ครับ” คำว่า ‘ครับ’ พลิกลิ้นออกมาโดยอัตโนมัติ กิริยาสุภาพที่เธอเคยชินเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาในฐานะศิลปินต่อโปรดิวเซอร์ แม้ว่าตอนนี้เธอจะกลับมาในฐานะ ‘ริน’ อีกครั้ง ไม่ใช่ ‘ริณ่า’ ไอดอลสาวสดใสที่เขาควบคุมทุกย่างก้าว
ดนตรีเปิดขึ้นอีกครั้งจากลำโพงคุณภาพสูงที่อยู่รายรอบห้อง เสียงเปียโนโดดเดี่ยวและเศร้าสร้อยดังขึ้นก่อน ตามด้วยเสียงเบสลึกๆ ที่เดินคู่กันราวกับเงาในยามค่ำคืน รินหลับตา ปล่อยให้ความรู้สึกไหลผ่าน เสียงของเธอเองดังออกมาเบาๆ แรกเริ่ม แต่แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มพลังขึ้นเมื่อเข้าสู่ท่อนประสาน
“บนกระจกเงาที่แตกร้าว... ภาพของเรายังคงอยู่... แค่เอื้อมก็ถึงแต่มือนั้นสั้น... เกินกว่าจะซ่อมแซม...”
ทันใดนั้น ดนตรีก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
รินเปิดตา สายตาของเธอพุ่งตรงไปยังมุมมืดนั้น “ทำไมหยุด?”
ธามก้าวออกจากเงามืด เขายังคงแต่งตัวเรียบร้อยในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวม้วนขึ้นถึงข้อศอก กางเกงสแล็คสีดำ รองเท้าหนังมันวาว แว่นตาเสตอเรโอแบบบางกรอบดำทำให้มองไม่เห็นสายตาของเขาชัดเจน เขากำลังถือรีโมตควบคุมเสียงในมือหนึ่ง อีกมือหย่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกง
“คุณร้องผิด” เขาพูดสั้นๆ
“ฉันร้องตามโน๊ตทุกตัว”
“แต่ไม่ใช่ตามความรู้สึก” ธามเดินเข้ามาใกล้เวทีทีละน้อย เสียงฝีเท้าของเขาดังเป็นจังหวะมั่นคงบนพื้นไม้ “เพลงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความเศร้าโศกเสียใจแบบเหงาหงอย มันเกี่ยวกับความโกรธที่ถูกเก็บกด ความเจ็บปวดที่เฉียบคมเหมือนเศษกระจก คุณกำลังร้องมันเหมือนเด็กน้อยที่ทำของเล่นพัง”
คำพูดของเขาทิ่มแทงเข้าไปอย่างแม่นยำ รินรู้สึกหน้าร้อนขึ้น “ฉันกำลังพยายาม”
“การพยายามไม่พอสำหรับโชว์คัมแบ็กนี้” ธามมาหยุดอยู่ที่ขอบเวที เขามองขึ้นมาที่เธอ จากตำแหน่งนี้เธออยู่สูงกว่า แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นฝ่ายถูกจ้องมองจากที่สูง “ผู้คนจ่ายเงินมาเพื่อดู ‘ริณ่า’ กลับมา ไม่ใช่เพื่อดูรินที่ยังหลงอยู่ในอดีต”
“คุณรู้ดีว่าฉันหยุดใช้ชื่อนั้นไปแล้ว” รินพูดด้วยเสียงต่ำ
“และคุณก็รู้ดีว่าทำไมคุณถึงต้องกลับมาใช้มันอีกครั้ง” ธามตอบกลับโดยไม่รีรอ “สัญญาของคุณกับค่ายเพลงยังเหลืออีกหนึ่งอัลบั้ม โชว์นี้คือการปิดข้อตกลงนั้นอย่างสมบูรณ์แบบ หรือไม่คุณก็ต้องจ่ายค่าปรับจำนวนที่คุณไม่มี”
ความเงียบเข้ามาแทนที่ในห้องซ้อมอันกว้างขวาง มีเพียงเสียงฮัมของเครื่องปรับอากาศที่ดังขึ้นราวกับเสียงถอนหายใจของตัวสถานที่เอง รินจำได้แม่นยำถึงวันที่เธอเซ็นสัญญานั้น ธามนั่งอยู่ตรงข้ามเธอในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยแผ่นรางวัล เขายื่นปากกามาให้พร้อมกับคำพูดที่ว่า “นี่คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง” ตอนนั้นเธอเชื่อเช่นนั้นจริงๆ
“ฉันไม่ได้จะหนีจากความรับผิดชอบ” รินพูดขึ้นหลังจากเงียบไปพักใหญ่ “ฉันมาแล้วไม่ใช่หรือ”
“มาทำให้เสร็จๆ ไป” ธามพูดขึ้น แล้วหันไปกดรีโมตควบคุมเสียงอีกครั้ง “เริ่มใหม่จากท่อนที่สองอีกครั้ง แต่คราวนี้ลองนึกถึงความรู้สึกในคืนนั้นดูสิ คืนที่คุณตัดสินใจจากไปโดยไม่บอกลา”
ดนตรีเปิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้รินไม่สามารถร้องต่อได้ เธอหยุดลงกลางคัน วางไมโครโฟนลงที่ขาตั้งอย่างเบามือ แล้วก้าวลงจากเวที
“พอแล้วสำหรับวันนี้” เธอพูดโดยไม่มองหน้าเขา
“เราซ้อมมาได้แค่ชั่วโมงเดียว”
“และนั่นก็มากพอแล้วสำหรับวันแรก” รินเดินไปยังเก้าอี้ที่มุมเวทีหยิบกระเป๋าใบเล็กขึ้นมา “ฉันจะกลับมาใหม่พรุ่งนี้”
ธามไม่ได้ขวางทางเธอ แต่เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม “คุณคิดว่าการหลบหนีจะแก้ไขอะไรได้อีกหรือ? สามปีก่อนคุณทำแบบนี้ และตอนนี้คุณกำลังจะทำอีก”
รินหันกลับมาหาเขาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มซ้อม สายตาของเธอพบกับเขาที่อยู่ภายใต้แสงไฟสลัว “ฉันไม่ได้หนี ฉันแค่ต้องการเวลาปรับตัว”
“เวลาปรับตัว” ธามพูดซ้ำอย่างแผ่วเบา มุมปากของเขาเกร่งขึ้นเล็กน้อยในลักษณะที่แทบจะไม่เรียกว่ายิ้ม “คุณมีเวลาสามปีไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันยังไม่พอ”
“บางสิ่งบางอย่างไม่สามารถปรับตัวได้ด้วยเวลา” รินตอบกลับ แล้วเดินตรงไปยังประตูทางออก
“ริน” ธามเรียกเธอไว้
เธอหยุดเดิน แต่ไม่หันกลับมา
“พรุ่งนี้มาให้ตรงเวลา เราเหลือเวลาอีกแค่สามสัปดาห์ก่อนแสดงสด”
“ฉันรู้” เธอตอบสั้นๆ แล้วผลักบานประตูออกไป
ความเงียบกลับมาครอบคลุมห้องซ้อมอีกครั้ง ธามยังคงยืนอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานก่อนจะเดินไปยังคอนโซลควบคุมเสียง เขากดปุ่มเล่นบันทึกการซ้อมครั้งล่าสุด เสียงร้องของรินดังขึ้นในห้องว่างเปล่า เขาหยิบแว่นตาออก ใช้มือลูบเบ้าตา แล้วมองไปยังประตูที่รินเพิ่งเดินออกไป
นอกสตูดิโอ อากาศเย็นของยามพลบค่ำในกรุงเทพฯ โอบกอดรินไว้อย่างไม่ปรานี เธอเดินอย่างรวดเร็วไปยังที่จอดรถซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร เสียงการจราจรที่วุ่นวายและแสงไฟจากตึกสูงรายรอบทำให้เธอรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย มันแตกต่างอย่างมากจากความเงียบและความควบคุมได้ในห้องซ้อม
รถยนต์คันเล็กสีขาวของเธอจอดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เธอรีบเปิดประตูเข้าไปนั่งข้างใน วางกระเป๋าลงบนที่นั่งผู้โดยสาร แล้วโน้มตัวไปยังพวงมาลัย หน้าผากของเธอแตะกับขอบพวงมาลัยอย่างแผ่วเบา ความทรงจำที่เธอพยายามกดทับไว้ตลอดสามปีกำลังทะลักกลับมาอย่างควบคุมไม่อยู่
คืนนั้น... คืนสุดท้ายก่อนที่เธอจะจากไป...
พวกเขาอยู่ในสตูดิโอบันทึกเสียงหลังการซ้อมดึกสำหรับอัลบั้มที่สองของริณ่า รินเหนื่อยมาก แต่ก็ตื่นเต้นกับความก้าวหน้าในการทำงาน เพลงเกือบทุกเพลงในอัลบั้มนั้นธามเป็นคนแต่งและผลิตให้ เธอเชื่อใจเขาอย่างสมบูรณ์แบบ จนกระทั่ง...
จนกระทั่งเขาพูดบางอย่างที่เปลี่ยนทุกสิ่งไป
“คุณทำได้ดีมากวันนี้” ธามพูดขึ้นหลังจากที่รินร้องเสร็จเพลงสุดท้าย “แต่ยังมีบางสิ่งที่ขาดไป”
รินซึ่งกำลังจิบน้ำอยู่ หยุดลง “อะไรครับ?”
ธามเดินเข้ามาใกล้เธอ เขามองเธออย่างจริงจัง “คุณร้องเพลงเหล่านี้ด้วยทักษะ แต่ไม่ใช่ด้วยใจ”
“ฉันไม่เข้าใจ”
“คุณต้องเปิดเผยตัวเองมากขึ้น” ธามพูดต่อ “ผู้ฟังต้องการเชื่อมต่อกับคุณ ไม่ใช่แค่ฟังเสียงสวยๆ พวกเขาต้องการเห็นความเปราะบาง ความจริงใจ”
“ฉันกำลังทำอยู่ไม่ใช่หรือ?” รินรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยกับระยะห่างระหว่างพวกเขาในห้องที่คับแคบ
ธามส่ายหัว “ไม่พอ คุณยังคงเก็บกั้นบางสิ่งไว้เสมอ” เขาลองหยิบไมโครโฟนขึ้นมา “ลองนึกถึงสิ่งที่ทำให้คุณเจ็บปวดที่สุด สิ่งที่คุณกลัวที่สุด แล้วปล่อยมันออกมาผ่านบทเพลง”
รินรู้สึกเหมือนถูกเปิดเผยอย่างรุนแรง “ฉัน... ฉันไม่คิดว่าฉันพร้อม”
“บางครั้งการไม่พร้อมคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด” ธามพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลงกว่าปกติ “ฉันจะช่วยคุณ”
และแล้วเขาก็ทำบางสิ่งที่ทำให้รินต้องหนีไปในคืนนั้น โดยไม่เคยหันกลับมามองอีกเลย
เสียงแตรรถจากข้างนอกทำให้รินสะดุ้งจากความทรงจำ เธอลืมตาขึ้น มองเห็นภาพตัวเองในกระจกมองหลัง ดวงตาคู่นั้นยังคงแสดงถึงความสับสนและความเจ็บปวดเช่นเดียวกับสามปีก่อน
เธอเริ่มเครื่องยนต์และขับรถออกจากที่จอดรถอย่างช้าๆ ระหว่างทางกลับคอนโดมิเนียมที่เธอเช่าอยู่ชั่วคราว เธอผ่านป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่มีภาพของ ‘ริณ่า’ จากสามปีก่อน รอยยิ้มสดใสดังแสงอาทิตย์ของเธอดูห่างไกลกับความรู้สึกในตอนนี้เหลือเกิน
มือถือของเธอดังขึ้นบนที่วางของ เธอมองเห็นชื่อ ‘มาย’ บนหน้าจอ มายคือผู้จัดการคนปัจจุบันของเธอ และเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ยังคงอยู่เคียงข้างเธอหลังจากทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
“เป็นไงบ้างวันแรก?” เสียงของมายดังขึ้นเมื่อรินรับสาย
“เหมือนกับที่คาดไว้” รินตอบอย่างไม่กระตือรือร้น
“หมายถึงแย่?”
“แย่ในแบบที่แตกต่างออกไป” รินเลี้ยวรถเข้าไปในซอยที่นำไปสู่คอนโดมิเนียม “เขายังเป็นเขาเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงเลย”
มายถอนหายใจทางโทรศัพท์ “ฉันรู้ว่ามันยาก แต่คุณต้องผ่านมันไปให้ได้ ริน โชว์คัมแบ็กนี้สำคัญมาก ไม่ใช่แค่เพราะสัญญา แต่เพราะอาชีพของคุณ”
“ฉันรู้” รินพูดซ้ำคำเดิมที่เธอพูดกับธามก่อนออกจากห้องซ้อม “แค่... มันยากที่จะอยู่ใกล้เขา”
“เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น?”
“เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น และเพราะสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น” รินตอบอย่างคลุมเครือ “เขาทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขาทำเหมือนว่าฉันแค่หายไปสามวัน ไม่ใช่สามปี”
“บางทีสำหรับเขา มันอาจเป็นเช่นนั้นจริงๆ” เสียงของมายแผ่วลง “ธามไม่เคยพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับใครเลย หลังจากคุณจากไป เขาก็ยังทำงานต่อไปเหมือนปกติ แค่ไม่เคยทำงานกับศิลปินหญิงอีก”
รินจอดรถในที่จอดใต้ตึกแล้วดับเครื่องยนต์ “มันไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเลยมาย กลับทำให้แย่ลงด้วยซ้ำ”
“ฉันรู้ ฉันรู้” มายพูดปลอบใจ “แต่จำไว้ว่าคุณทำเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อเขา โชว์นี้จบลงเมื่อไหร่ คุณก็เป็นอิสระจริงๆ”
“เป็นอิสระ” รินพูดคำนั้นซ้ำอย่างแผ่วเบา แล้วบอกลามายก่อนจะวางสาย
คอนโดมิเนียมที่เธอเช่าอยู่เป็นห้องสตูดิโอขนาดเล็กที่ตกแต่งเรียบง่าย เธอเลือกมันเพราะความไม่เป็นส่วนตัวและความไร้ซึ่งความทรงจำใดๆ ไม่มีรูปภาพ ไม่ของตกแต่งส่วนตัว มีเพียงกระเป๋าเดินทางสองใบและเครื่องดนตรีสองสามชิ้นที่เธอนำมาด้วย
รินอาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วนั่งลงที่โต๊ะทำงานเล็กๆ เธอเปิดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโชว์คัมแบ็ก ‘ริณ่า: การหวนคืน’ ที่กำลังจะเกิดขึ้น มีการพูดถึงมากมายในโลกออนไลน์ บางคนตื่นเต้นกับการกลับมาของเธอ บางคนตั้งคำถามถึงการหายตัวไปสามปี บางคนวิจารณ์ว่าเธอพยายามย้อนยุคในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก
แต่มีหนึ่งหัวข้อที่ทำให้เธอต้องหยุดอ่าน
‘ริณ่ากับธาม: คู่หูผู้สร้างตำนานที่แตกสลาย ความลับเบื้องหลังการหายตัวไป’
เธอกดเข้าไปอ่านบทความนั้น มันเขียนโดยนักข่าวบันเทิงที่มักจะเขียนเรื่องซุบซิบ บทความกล่าวถึงทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับการหายตัวไปของเธอ ตั้งแต่ปัญหาสุขภาพไปจนถึงความขัดแย้งกับธาม แต่ไม่มีใครรู้ความจริง ยกเว้นเธอและธาม
ความทรงจำอีกครั้งหลั่งไหลเข้ามา...
คืนนั้นในสตูดิโอบันทึกเสียง หลังจากที่ธามพูดถึงการเปิดเผยตัวเอง เขาได้ลองให้เธอร้องเพลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เขายืนอยู่ใกล้ๆ มากเกินไป เขาชี้แนะทุกการหายใจ ทุกการเปล่งเสียง จนรินรู้สึกเหมือนถูกควบคุมทุกอณูของร่างกาย
“หยุด” รินพูดขึ้นในที่สุด “ฉันทำไม่ได้”
“คุณทำได้” ธามยืนอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้ว “แค่ปล่อยให้ตัวเองเป็นอิสระ”
“นี่ไม่ใช่การเป็นอิสระ นี่คือการถูกควบคุม” รินก้าวถอยหลัง “คุณควบคุมทุกอย่างในชีวิตฉันมาตลอดสองปี ตั้งแต่สิ่งที่ฉันร้อง ใส่ กิน แม้กระทั่งคนที่ฉันคบหา”
ธามมองเธออย่างไม่เข้าใจ “นั่นคือหน้าที่ของโปรดิวเซอร์ ฉันทำให้คุณประสบความสำเร็จ”
“แต่ที่ไหนของ ‘ฉัน’ อยู่ในความสำเร็จนั้น?” รินถามด้วยเสียงสั่น “ฉันกลายเป็นหุ่นเชิดที่คุณสร้างขึ้น ริณ่าไม่ใช่ริน ริณ่าคือสิ่งที่คุณต้องการให้เธอเป็น”
ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาเป็นเวลานาน
“คุณคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือ?” ธามถามในที่สุด
“ฉันไม่คิด ฉันรู้” รินหยิบกระเป๋าขึ้นมา “ฉันต้องไปแล้ว”
“ถ้าคุณเดินออกจากประตูนี้ไปตอนนี้” ธามพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันเต็มไปด้วยบางสิ่งที่รินไม่เคยได้ยินจากเขาเลย – ความเปราะบาง “ทุกอย่างจะจบลง”
รินหันกลับมามองเขาเป็นครั้งสุดท้าย “บางทีมันอาจควรจบลงแล้ว”
และเธอก็จากไป โดยไม่รู้ว่าคำพูดของธามไม่ได้หมายถึงเพียงอาชีพการงานของเธอเท่านั้น
เสียงนาฬิกาในห้องดังบอกเวลาสองทุ่มตรง ทำให้รินกลับสู่ปัจจุบัน เธอปิดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปแล้วเดินไปยังระเบียงเล็กๆ ของห้อง มองออกไปยังเมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟ เธอมองเห็นตึกสูงที่สตูดิโอตั้งอยู่ในระยะไกล
ทำไมเธอถึงยอมกลับมา?
มายพูดถูกเรื่องสัญญาและค่าปรับ แต่มันไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด ความจริงคือ เธอยังคงมีคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ คำถามเกี่ยวกับคืนนั้น เกี่ยวกับสิ่งที่ธามพยายามจะบอกเธอแต่ไม่เคยพูดออกมาให้จบ และคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกของเธอเองที่ยังคงสับสนทุกครั้งที่คิดถึงเขา
มือถือของเธอดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นข้อความจากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย
‘พรุ่งนี้มาเวลา 9.00 น. ตรง อย่าช้า – ธาม’
รินอ่านข้อความนั้นซ้ำหลายครั้ง มันสั้น ตรงไปตรงมา และไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เหมือนกับทุกอย่างที่เขาทำ เธอเกือบจะตอบกลับไป แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ไม่มีอะไรที่เธอจะพูดกับเขาได้ผ่านข้อความ
เธอเข้านอนแต่หัวค่ำ แต่การนอนหลับไม่มาเยือน เธอนอนจ้องมองเพดานเป็นเวลาชั่วโมงๆ ความคิดเกี่ยวกับวันพรุ่งนี้และสามสัปดาห์ข้างหน้ากำลังบดบังทุกสิ่ง
เช้าวันต่อมา รินมาถึงสตูดิโอเวลา 8.55 น. เธอพบว่าประตูห้องซ้อมเปิดอยู่แล้ว และมีเสียงเปียโนดังออกมา มันเป็นเสียงเพลงที่เธอไม่คุ้นเคย แต่มีท่วงทำนองที่เศร้าสร้อยและซับซ้อน
เธอแอบมองเข้าไปข้างใน ธามกำลังนั่งอยู่ที่เปียโนแกรนด์สีดำที่มุมเวที เขากำลังเล่นเพลงนั้นด้วยความตั้งใจอย่างลึกซึ้ง มือของเขาเคลื่อนไหวอย่างมั่นคงและแม่นยำบนคีย์บอร์ด แต่ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความเศร้าที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
รินยืนอยู่ที่ประตูเป็นเวลานานก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไป เสียงฝีเท้าของเธอทำให้ธามหยุดเล่นทันที เขาหันมามองเธอโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ อีกครั้ง ใบหน้าที่เปราะบางเมื่อครู่นั้นหายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยหน้ากากของโปรดิวเซอร์ผู้เคร่งครัดอีกครั้ง
“ตรงเวลา” เขาพูดขึ้น “เตรียมตัวให้พร้อม เราจะเริ่มซ้อมเต็มรูปแบบวันนี้”
“เพลงนั้นคือเพลงอะไร?” รินถามโดยไม่ได้ตั้งใจ
ธามมองเธอเป็นเวลาสักครู่ก่อนจะตอบ “เพลงที่ฉันแต่งหลังจากคุณจากไป มันไม่เคยถูกเผยแพร่”
“ทำไม?”
“เพราะมันไม่สมบูรณ์” ธามปิดฝาเปียโนลง “เหมือนกับหลายสิ่งหลายอย่าง”
คำพูดของเขาทิ้งให้รินต้องตีความหมายเอง เขาลุกขึ้นจากเปียโนแล้วเดินไปยังคอนโซลควบคุมเสียง “วันนี้เราจะซ้อมทั้งเซ็ตลิสต์ มีสิบสองเพลง รวมทั้งเพลงใหม่สามเพลงที่ฉันแต่งสำหรับโชว์นี้”
“ฉันยังไม่เคยเห็นเพลงใหม่เหล่านั้น” รินพูดขึ้น
“คุณจะได้เห็นวันนี้” ธามหยิบโน้ตเพลงหลายแผ่นมาวางบนขาตั้งไมโครโฟน “เริ่มจากเพลงแรกในเซ็ตลิสต์ ‘จุดเริ่มต้นที่รู้จัก’ คุณควรจำเพลงนี้ได้”
รินจำได้แน่นอน มันคือเพลงแรกที่เธอและธามทำงานร่วมกัน เพลงที่เปิดตัวเธอในฐานะริณ่า มันเป็นเพลงที่สดใสร่าเริงเกี่ยวกับการค้นพบตัวเองและการเริ่มต้นใหม่ ตอนนั้นมันรู้สึกจริงใจ แต่ตอนนี้เมื่อมองย้อนกลับไป มันดูเหมือนการประชดประชัน
“ฉันไม่แน่ใจว่าฉันจะร้องเพลงนี้ได้อีก” รินพูดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
ธามมองเธอ “ทำไม?”
“เพราะมันไม่จริงสำหรับฉันอีกแล้ว” รินตอบ “จุดเริ่มต้นที่รู้จักนำไปสู่จุดจบที่เจ็บปวด”
“นั่นคือสิ่งที่ทำให้เพลงนี้ทรงพลังยิ่งขึ้น” ธามเดินเข้ามาใกล้เธอ “ตอนนี้คุณร้องมันด้วยความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การยิ้มและทำท่าทางสดใสเหมือนเมื่อก่อน”
“ผู้คนคาดหวังให้ฉันเป็นริณ่า”
“และคุณจะเป็นริณ่า” ธามพูด “แต่เป็นริณ่าที่ผ่านการเปลี่ยนแปลง ผ่านความเจ็บปวด และผ่านการเติบโต นั่นคือสิ่งที่การคัมแบ็กหมายถึง ไม่ใช่การย้อนเวลากลับไป แต่เป็นการนำอดีตมาสร้างปัจจุบัน”
เป็นครั้งแรกตั้งแต่กลับมา ที่รินได้ยินธามพูดอะไรที่ลึกซึ้งเกินกว่าการสั่งการทั่วไป เธอมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ “คุณคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มามากเลยสินะ”
“สามปีคือเวลามากพอที่จะคิดเกี่ยวกับหลายสิ่งหลายอย่าง” ธามตอบอย่างนิ่งเงียบ “ตอนนี้ พร้อมที่จะเริ่มหรือยัง?”
รินพยักหน้าแล้วขึ้นไปบนเวทีอีกครั้ง เธอยกไมโครโฟนขึ้นจากขาตั้ง มองไปยังโน้ตเพลงแผ่นแรก แล้วรอให้ดนตรีเริ่มขึ้น
วันนั้นพวกเขาซ้อมกันเป็นเวลาหกชั่วโมงเต็ม โดยหยุดพักเพียงช่วงสั้นๆ รินพบว่าตัวเองต้องเผชิญหน้ากับความทรงจำในทุกเพลงที่ร้อง แต่คราวนี้เธอไม่หนีจากมัน เธอปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นไหลผ่านบทเพลง และสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธอประหลาดใจ – เสียงของเธอดังขึ้นทรงพลังและเต็มไปด้วยอารมณ์มากกว่าที่เคยเป็นมา
ธามแทบไม่พูดอะไรระหว่างการซ้อม นอกจากคำแนะนำทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ แต่รินรู้สึกได้ว่าเขากำลังสังเกตเธออย่างใกล้ชิด ทุกการหายใจ ทุกการเปล่งเสียง ทุกการแสดงออกทางสีหน้า
เมื่อซ้อมถึงเพลงที่แปด ‘เงาที่ตามหา’ ซึ่งเป็นเพลงที่เศร้าที่สุดในอัลบั้มแรก รินพบว่าตัวเองร้องด้วยน้ำตา เธอไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่น้ำตาเริ่มไหล แต่เมื่อเพลงจบลง ใบหน้าของเธอเปียกไปด้วยรอยน้ำตา
ความเงียบเกิดขึ้นในห้องซ้อม
รินรีบเช็ดหน้าอย่างรวดเร็ว “ขอโทษ ฉัน...”
“ไม่ต้องขอโทษ” ธามขัดจังหวะเธอ เขากำลังมองเธอจากคอนโซลควบคุมเสียง “นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการให้เกิดขึ้น”
“คุณต้องการให้ฉันร้องไห้?”
“ฉันต้องการให้คุณรู้สึก” ธามแก้ไข “และคุณกำลังรู้สึก”
รินมองลงไปที่พื้น “มันเจ็บปวด”
“การเติบโตมักจะเจ็บปวด” ธามพูดขึ้น แล้วเดินออกจากคอนโซลมาที่เวทีอีกครั้ง “แต่ความเจ็บปวดนั้นไม่ไร้ค่า มันสอนเรา บังคับให้เราเปลี่ยนแปลง”
“คุณเรียนรู้จากความเจ็บปวดอะไรบ้าง?” รินถามโดยไม่มองขึ้นมา
ธามเงียบไปชั่วครู่ “ฉันเรียนรู้ว่าการควบคุมทุกสิ่งไม่ใช่คำตอบ บางสิ่งต้องถูกปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แม้ว่ามันจะน่ากลัวก็ตาม”
นี่คือการยอมรับที่ใกล้เคียงที่สุดที่รินเคยได้ยินจากเขา เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา “ทำไมคุณไม่หยุดฉันในคืนนั้น?”
คำถามนี้แขวนลอยอยู่ในอากาศระหว่างพวกเขาเป็นเวลานาน
“เพราะฉันคิดว่าคุณต้องไป” ธามตอบในที่สุด “และฉันคิดว่าคุณจะกลับมา”
“แต่ฉันไม่กลับมา”
“จนถึงตอนนี้” ธามพูด แล้วหันไปยังคอนโซลควบคุมเสียงอีกครั้ง “พักสิบห้านาที แล้วเราจะซ้อมสามเพลงสุดท้าย”
รินนั่งลงบนขอบเวที ขณะที่ธามเดินออกจากห้องซ้อมไปยังพื้นที่ส่วนนอก เธอมองตามเขาจนประตูปิดลง แล้วจึงเหลือบมองไปยังเปียโนแกรนด์สีดำที่มุมเวทีอีกครั้ง
สามปี...
สามปีที่เธอใช้ชีวิตอย่างหลบหนี จากอาชีพ จากความทรงจำ จากเขา และจากตัวเอง
สามปีที่เขายังคงอยู่ที่นี่ รอคอยการกลับมาของเธอหรือไม่? หรือเขาเพียงแค่เคลื่อนไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมามอง?
เมื่อธามกลับเข้ามาในห้อง เขานำน้ำขวดสองขวดมาด้วย เขายื่นขวดหนึ่งให้ริน ซึ่งเธอรับมาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
“ขอบคุณ” เธอพูดขึ้น
ธามพยักหน้าแล้วดื่มน้ำจากขวดของเขาเอง “เพลงใหม่สามเพลงที่ฉันพูดถึง... มันเกี่ยวกับการเดินทางของคุณ”
รินมองเขาอย่างสนใจ “การเดินทางของฉัน?”
“จากริณ่าสู่ริน และการกลับมาอีกครั้ง” ธามอธิบาย “ฉันแต่งมันในช่วงปีแรกหลังจากคุณจากไป มันเป็นวิธีของฉันในการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น”
“ฉันอยากได้ยินมัน”
“คุณจะได้ยิน” ธามตอบ “แต่ไม่ใช่วันนี้ วันนี้เราทำให้เพลงเก่าดีขึ้นก่อน พรุ่งนี้เราจะเริ่มทำงานกับเพลงใหม่”
“ทำไมคุณถึงเก็บมันไว้?” รินถาม “ทำไมไม่ให้ศิลปินคนอื่นร้อง?”
ธามมองเธอตรงๆ “เพราะมันเป็นของคุณตั้งแต่เริ่มต้น มันเขียนถึงคุณ มันเกี่ยวกับคุณ มันควรถูกขับร้องโดยคุณ”
คำพูดของเขาทำให้รินรู้สึกอึดอัดและประหลาดใจในเวลาเดียวกัน “ฉันไม่รู้ว่าคุณ...”
“ไม่ต้องพูดอะไร” ธามขัดจังหวะอีกครั้ง “เราไม่ต้องพูดถึงมันอีก ตอนนี้เรามีงานต้องทำ”
และเช่นเดียวกับที่เขาทำเสมอ เขาปิดบทสนทนาที่เริ่มเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวเกินไป แต่คราวนี้รินไม่รู้สึกโกรธหรืออึดอัดเหมือนเมื่อก่อน เธอเริ่มเข้าใจว่ามันคือกลไกการป้องกันของเขา วิธีที่เขาจัดการกับอารมณ์ที่อาจจะล้นเกิน
พวกเขาซ้อมต่อจนถึงเย็น เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าและแสงไฟในเมืองเริ่มสว่างขึ้นอีกครั้ง รินรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งถูกปลดปล่อยออกไปบ้างแล้ว
“พอแล้วสำหรับวันนี้” ธามประกาศหลังจากซ้อมเพลงสุดท้ายเสร็จ “วันนี้คุณทำได้ดี”
คำชมนั้นทำให้รินประหลาดใจ “ขอบคุณ”
“พรุ่งนี้เราจะเริ่มทำงานกับเพลงใหม่ อย่าลืมนำความคิดเปิดกว้างมาด้วย” ธามพูดขณะเก็บอุปกรณ์ต่างๆ
รินเก็บกระเป๋าของเธอแล้วเดินไปยังประตู แต่คราวนี้เธอหยุดและหันกลับมามองเขา “ธาม”
เขาหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่และมองขึ้นมา
“ขอบคุณ... สำหรับทุกสิ่ง” เธอพูด ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังขอบคุณอะไรกันแน่
ธามพยักหน้าอย่างแผ่วเบา “เป็นหน้าที่ของผม”
รินออกจากห้องซ้อมและเดินผ่านโถงทางเดินยาวของสตูดิโอ เธอได้ยินเสียงเปียโนดังขึ้นอีกครั้งจากห้องที่เธอเพิ่งออกมา มันเป็นเพลงเดียวกันกับที่เธอได้ยินเขาเล่นในตอนเช้า เพลงที่เขาแต่งหลังจากเธอจากไป เพลงที่เขาเรียกว่า ‘ไม่สมบูรณ์’
เธอแอบยืนอยู่ข้างประตูเป็นเวลาหนึ่งเพลงเต็ม ฟังท่วงทำนองที่เศร้าแต่สวยงามนั้น แล้วจึงเดินจากไปอย่างเงียบๆ
ระหว่างทางกลับคอนโดมิเนียม รินคิดถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ มันแตกต่างจากเมื่อวานอย่างมาก เมื่อวานเธอรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้กลับสู่โลกที่เธอหนีไป แต่วันนี้เธอเริ่มเห็นว่ามันอาจไม่ใช่การกลับสู่โลกเดิม แต่เป็นการสร้างโลกใหม่จากเศษซ